Wednesday, December 2, 2020

Guess, or I devour you


 


 
 
“Guess, or I devour you” — Sphinx
“นักเขียน” มีความสัมพันธ์แบบใดกับ “ประสบการณ์ภายใน” (Inner Experience) ? มิใช่ว่าการเขียนอยู่ห่างไกลจาก “การระเบิดโพล่งโดยพลัน” อย่างลิบลับที่สุดหรอกหรือ...? มิใช่ว่ากรอบมโนทัศน์ต่างๆ ล้วนเป็นกับดัก เป็นตรวนตรึงความคิดความรู้สึกอันหลุดลอยอยู่ในอากาศ ให้หวนกลับสู่เรือนจำแห่งถ้อยคำอีกครั้ง?
เราทราบกันดีว่า มันมีแนวโน้มที่จะมองเห็นถ้อยคำ...เป็นเพียงถ้อยคำ (mere words) เท่านั้น; ในบางนิกายของเซ็น ผู้หวังหยั่งถึงพื้นรากแห่งความเป็นจริง (ของตนและสิ่งต่างๆ) หากอาศัยเพียงคำพูดอธิบาย ความเข้าใจ หรือสติปัญญา มันยิ่งนำพาให้เขาไร้ทางออก ในไม่ช้าเขาผู้นั้นย่อมมาถึงความอับจนทางปัญญาในที่สุด เป็นสภาวะจนตรอก (cul-de-sac) ทางความคิดต่อหน้า “ปมปัญหาสูงสุด” (Absolute Enigma) ... เขาจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบางสิ่งซึ่งเกินพลังสติของเขา บางสิ่งซึ่งไร้คำอธิบาย ไร้ที่มาที่ไป ไร้เหตุผลสิ้นดี แต่สามารถเผยแจ้งความจริงแก่เขา มากยิ่งกว่าถ้อยคำมีระเบียบเหล่านั้น
ไม่มีใครหนีถ้อยคำพ้น (กระทั่ง man of action ... หรือกระทั่งพวก mystic!) ถ้อยคำมักอยู่ก่อนและหลังประสบการณ์ดังกล่าวเสมอ: จะไม่มีประสบการณ์ภายในหากระเบียบแห่งถ้อยคำยังยึดครองตำแหน่งสูงสุดภายในตัวเรา หากไม่มีการชะงักงันซึ่งกิจกรรมทางความคิดต่างๆ ลงชั่วขณะ ... มันกลับมาอีกครั้ง เมื่อเราพยายามเอ่ยถึงมันอย่างตะกุกตะกักหลังจากนั้น
กระนั้นก็ยังมีถ้อยคำบางแบบ พยายามหยิบยืมสภาวะ “ไร้ความนึกคิด” จากบทกวีและเสียงดนตรี (ในสองอย่างหลังนี้ “ถ้อยคำ” ความหมาย และการใช้งานมัน ถือเป็นเพียงเรื่องรองๆ เท่านั้น ศิลปินกลุ่มหนึ่งจึงมองว่ามันบริสุทธิ์กว่า เหมาะสำหรับนำเสนอความคิดที่มีความ ethereal มากกว่าร้อยแก้ว; การเขียนของพวกเขาจึงคล้ายต่อต้านกิจกรรมการเขียนอยู่ในที เพราะมองว่า การเขียนโดยปกติมักเชื่อมั่นและอาศัยพลังอำนาจจากตัวมนุษย์ผู้กระทำการมากเกินไป มันจึงไร้รอยแต้มของ “บางสิ่งซึ่งข้ามพ้นตัวนักเขียน” ซึ่งมิได้มาจากความสามารถมนุษย์ล้วนๆ แต่มาจากความยินยอมพร้อมใจของสิ่งต่างๆ ด้วย)
แม้โดยปกติแล้ว ธรรมชาติของคำจะส่งผ่านและสื่อสารสิ่งอันคุ้นเคยต่างๆ มีหน้าตาคล้ายคลึงกับชีวิตประจำวันของผู้อ่านอยู่บ้างไม่มากก็น้อย (มันคือป้ายบอกทางกลับบ้าน, คือเศษขนมปังที่เราโรยทิ้งไว้ตามทาง) หากแต่ในทางที่ดูลึกลับกว่านั้น มันกลับสื่อสารบางสิ่งซึ่งมีความเป็นจริงลึกซึ้งกว่า (มันคือกระจกสะท้อนตัวตนลึกสุดแท้จริงของเรา ไปพร้อมๆ กับการเป็นเครื่องหมายบอกทางกลับสู่ตัวตนในยามปกติ, คือสิ่งที่ยึดโยงเราไว้กับโลกและปลดปล่อยเราจากมันในคราเดียวกัน)
“Guess, or I devour you” — มันมีโมงยามเมื่อสิ่งไร้ชีวิตต่างๆ เรียกร้องการตอบรับจากภายในของเรา การลงแรงทางความคิดทั้งหมดของเราพากันมารวมศูนย์อยู่ที่คำถามซึ่งความไพศาลของท้องฟ้า หรือเสียงหัวเราะของดอกไม้ เป็นผู้ถาม เมื่อนั้น เราอาจกรีดร้องถ้อยคำเดียวกับโบดแลร์ว่า: “ความงาม... ได้โปรดอย่าทรมานตัวข้าอีกเลย!” แต่ถ้อยละล่ำละลักนั่นก็อาจไม่ใช่เสียงจากตัวเราล้วนๆ
————————————

Friday, July 10, 2020

EPIGRAPH





The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.

ประกายจ้าสาดตาเราให้เลือนพร่าไปชั่วขณะ ประกายนั้นแสนสั้นจนเรามิทันได้เกี่ยวเก็บความประทับจิตประทับใจ มันก็วูบหายไปเสียแล้ว เมื่อเราเลื่อนสายตามายังร้อยแก้วที่เรียงพรืดอยู่เบื้องล่าง ทีแรกเราก็เข้าใจไปว่าไอ้ถ้อยความสั้นๆ พวกนั้นมันคงเข้าทำนองการเกริ่นนำอย่างรู้ๆ กันระหว่างเรานักอ่าน-ผู้เขียน, ขยิบตาให้อย่างพองามด้วยการยกบางท่อนบางความมาจากชิ้นงานหรือผู้กล่าวซึ่งมีนามเป็นอมตะอยู่แล้วไม่มากก็น้อย, หรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นการให้ชิมลาง เป็นตัวกำกับโทน คุมน้ำเสียง และวางธีมซึ่งจะปรากฏซ้ำๆ เหมือนเมโลดี้หลักในบทเพลงกระมัง?

The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.

ขึ้นชื่อว่า Epigraph ก็ใช่ว่านักเขียนจะสักแต่หยิบยกคำพูดใครๆ มากำกับงานเขียนตน: มันมีความสุ่มเสี่ยงอยู่ว่า ความหมายของมันอาจตกหล่นไปสู่ความไม่สลักสำคัญเมื่อผ่านตาหนแรก (นี่ขึ้นอยู่กับคนอ่านด้วย) บางทีก็เมื่ออ่านจนจบในส่วนหรือบทนั้นๆ เราจึงพอจะเข้าใจความสำคัญของตัว Epigraph ผู้ประดาประดับมันขึ้นมาบ้าง; Epigraph ที่ดี (ในความเห็นของเราวันนี้) จึงควรมีลักษณะสั้นหรือห้วนๆ ประมาณหนึ่ง เมื่ออ่านแล้วก็ยังคงความกำกวมหรือคลุมเครือบางอย่างไว้ ใจความอาจขาดๆ หรือหายๆ ไป แถมบางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้พูดเดิมนั้นมีจุดประสงค์อะไร...หรือพูดกับใครอยู่กันแน่? มันช่างผุดโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ และไม่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ช่างน่าขบคิด เหมือนปริศนาอันน่าฉงนสนเท่ห์ (Enigma) ... เหมือนกับสฟิงซ์ (Sphinx) ...

แน่ละว่า Epigraph ที่มีความยืดความยาวเป็นย่อหน้าเลยนั้นก็มี (และให้ผลลัพธ์ลึกลับน่าดูชมไม่แพ้คำพูดภาษิตคลุมเครือพวกนั้น หรือบาทหนึ่งบาทใดที่ยกมาจากเชคสเปียร์ มิลตัน หรือไบรอน ฯลฯ) ทว่าศิลปะของ Epigraph ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง: การใช้มัน (คำพูดและความคิดคนอื่น) เพื่อขยายความหมายในชิ้นงานของตนเอง หรือกระทั่งทำให้ความหมายคำพูดพวกนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง ผิดจากเดิมโดยสิ้นเชิง

The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.

วันนี้เราจะไม่พูดถึงตัวอย่างอันโด่งดังของนวนิยาย Le Rouge et le Noir หรือ แดงกับดำ โดย Stendhal แต่จะลองพูดถึง Epigraph ซึ่งปรากฏอยู่ในเรื่องสั้น L’Inconnue หรือ หญิงไร้นาม อันได้แก่ภาษิตไร้เจ้าของอย่าง: “หงส์เงียบคอยชั่วชีวิตมันเพื่อขับขานเสียงไพเราะหนเดียว” และอีกอัน: “คือเด็กแสนพิสุทธิ์ ผู้เพียงวรรคหนึ่งที่สวยงามจากคำโคลงทำเอาหน้าถอดสี” มีผู้กล่าวคืออาเดรียน ฌูวิญญี่ (ผมขอสารภาพ ไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร)

เราจะพบระหว่างอ่านว่า ผู้แต่งทำให้ความหมายดั้งเดิมกำกวมขึ้นมาอย่างน่าตะลึงลานที่สุด จากโรแมนติกนิยมตราตรึงซึ้งซ่านในวิญญาณอยู่ดีๆ กลับกลายมาเป็นโรแมนติกขมกลืนอันสิ้นหวังเหมือนนั่งบนหลุมศพเสียนี่ ... Epigraph น่าฉงนฉงายสองอันนี้ทีแรกก็สร้างสมบรรยากาศบางอย่างขึ้นในหัวเราเสียก่อน เป็นประกายแวววับเหมือนพระอาทิตย์ต้องจับผืนทะเลสาบยามเย็น หากแต่ความหวังงดงามที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจผู้อ่าน (พร้อมๆ กับในตัวเอกหนุ่มสูงศักดิ์จากบ้านนอกของเรา) มันก็กลับพังทลายลงเมื่อพบว่า หญิงเลอโฉมแปลกหน้าที่เราตกหลุมรักนั้นมีโสตประสาทดับสนิท! แล้วนี่เธอรับฟังดนตรีเดียวกับเรามิใช่หรือไร เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา? เราผู้ได้ยิน “เสียง” ของดินแดนที่เราจากมา ในแก้วเสียงของดาวโอเปร่าค้างฟ้าดวงนั้น? แต่ทุกอย่างผิดคาด เธอพิการหูหนวกก็จริง แต่กับ “เสียงสะท้อนก้องอัศจรรย์” ของวิญญาณ เสียงเหง่งหง่างกังวานในสุ้มเสียงคนรักนั้น เธอมีความสามารถเต็มเปี่ยมที่จะรับรู้ได้ยิน (อย่างน้อยเธอก็ว่าอย่างนั้น) บทเจรจา บทรัก บทบอกปัดที่เกิดขึ้นและจบลงในค่ำคืนเดียวนี้ ดำเนินไปโดยที่ฝ่ายหญิงมิได้ยินยลคำพูดฝ่ายชายเลยแม้แต่นิดเดียว อาศัยดูสีหน้าท่าทีอีกฝ่ายเท่านั้นเอง และสิ่งที่เธอบอกเล่าให้หนุ่มฟังก็น่าเหลือเชื่อไม่แพ้ความสามารถอ่านใจของเธอ

เมื่อถูกเด็กหนุ่มรบเร้าเข้าว่ายังไงก็จะสู้ฝ่าชะตากรรมเลวร้ายนี้ไปกับเธอให้จงได้ ถึงต้องครองรักร่วมกันในความเงียบชั่วนิรันดร์ก็ตามที เธอก็ถึงกับเอ่ยถ้อยคำที่ส่งสะเทือนกลับไปหา Epigraph แรกของเรื่อง ถ้อยคำซึ่งแม้แต่ Hoffmann ผู้เป็นนักเขียน-นักประพันธ์ดนตรีจอมโรแมนติก ฟังแล้วก็อาจละลายกลายเป็นแสงหรือเสียงไปโดยพลัน (หากเขามีโอกาสได้อยู่อ่าน) ถ้อยคำที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหน้านั้น ทั้งความรัก ความงดงาม และความสิ้นหวัง (รวมทั้งตัว Epigraph) ให้ลับหายไปกับมัน--สู่ตัวโน้ตที่ “ไม่มีใครได้ยิน” :

“วิญญาณพรรค์แต่ก่อน ไม่ซับซ้อนของเธอ คงต้องสำแดงออกด้วยชีวิตชีวาหนักแน่น จะให้แยกแยะเฉดอันหนักเบาต่างๆ แห่งอารมณ์ความรู้สึกเธอได้อย่างไร หากไม่สดับฟังในสุ้มเสียงดนตรีของวจีที่เธอเอ่ย? ฉันเองย่อมรู้ดี มิต้องสงสัย ว่าเธอนั้นซ่านและเปี่ยมไปด้วยจินตภาพของฉัน ทว่า รูปแบบใดกันที่เธอนึกสร้างให้แก่ฉันในความคิด เค้าร่างของฉัน เธอวาดมันออกมาแบบไหน ภาพฝันเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดออกมาในคำพูดไม่กี่คำที่คนรักเลือกกล่าวในแต่ละวันเท่านั้น—เงารูปที่ไร้เส้นสายแจ่มชัดดังกล่าว ซึ่งพร่าเลือนอยู่ด้วยเหล่าวจนะเลอฟ้าเองนี้ ก็มักจะละลาย สลายลับสู่ดวงแสง ก่อนจะผ่านหายไปยังห้วงไพศาลที่เราแต่ละคนต่างมีกันในหัวใจ—ความเป็นจริงสูงสุดเพียงหนึ่งนี้ สารัตถะอันเดียวนี้ คือบางสิ่งที่ฉันไม่มีทางได้ล่วงรู้! ไม่! แค่คิดว่าตนถูกสาปให้ไม่มีวันได้ฟังเสียงเพลงเกินจะหาคำใดเปรียบเหล่านั้น แฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียงของคนรัก ทำนองแผ่วร่ำที่ฮึมฮัมไปด้วยโทนสูงต่ำน่าทึ่ง โอบล้อมรอบกายผู้เป็นที่รัก และถอดสีสันให้เหือดหายจากใบหน้าเธอ! โอ เขาผู้จารึกบนหน้ากระดาษแรกของซิมโฟนีแสนวิเศษชิ้นนั้น: ‘คือวิถีที่ชะตามาเคาะหน้าประตู’ เขายังเคยรู้จักเสียงของเครื่องดนตรีมาก่อนประสบชะตาเดียวกับฉัน”*

“เขาจดจำมันได้ขณะที่ประพันธ์! แต่จะให้ฉันจำเสียงเธอได้อย่างไรกันเล่า เสียงที่เพิ่งจะเอ่ยกับฉันเป็นหนแรกว่า ‘ฉันรักเธอ’ . . . ?” 

แล้วก็:

“จะให้ลืมถ้อยคำที่ตนเดาออกแต่ไม่ได้ยินน่ะหรือ?”

The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance...

ตอนนี้ผมกำลังอยู่ระหว่างแปล Véra อันเป็นเรื่องสั้นชิ้นเอกอีกเรื่องของผู้แต่ง หญิงไร้นาม และไอ้เจ้า Epigraph บรรทัดข้างบนนี้ก็ยังส่งเสียงซ้ำๆ คลอกับเธอผู้เป็นใจความของเรื่อง... เหมือนปริศนาอันน่าฉงนสนเท่ห์ ... เหมือนกับสฟิงซ์ ...

The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance…

__________________________________________________

* เธอหมายถึง เบโธเฟน ผู้หูหนวก



Saturday, June 27, 2020

ฉากเดือนธันวาฯ - Paul Claudel


ฉากเดือนธันวาฯ
(ดัดแปลงจาก Décembre ของ ปอล โกลแดล)

ขณะกวาดมือล่องหนของท่านไปตามดงแดนและหุบเขารกครึ้ม จรดผืนสีน้ำตาลหม่นม่วงซึ่งสายตาท่านหยุดพัก ฉับพลันมือนั้นก็วางแน่นิ่งบนผืนทอลวดลายปักแห่งนี้ ทุกอย่างที่นี่ถูกห่มในความเงียบสนิท; ไม่มีสีเขียวบาดสายตา ไม่มีความเยาว์วัยใดๆ ตัดกับความสงบของฉาก หรือทำลายความสอดประสานของโทนทำนองอันเต็มเปี่ยมแต่ว่างโหวงเหล่านี้ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มปกคลุม ทุกรอยแตกของภูเขาก็เต็มไปด้วยเมฆหมอกสีเทาๆ เหมือนมีคนประกบขอบฟ้ากับแผ่นเมฆเข้าด้วยกัน; ด้วยฝ่ามือของท่าน—โอ เดือนธันวาฯ—ใช้มันลูบจับเครื่องประดับยักษ์พวกนี้... พุ่มของต้นสนดำ เหมือนเข็มกลัดวางทาบบนไฮยาซินธ์ของท้องทุ่ง; และด้วยนิ้วเรียวของท่าน ใช้มันยืนยันรายละเอียดต่างๆ ที่มืดมัวพัวพันอยู่ในวันหน้าหนาวพวกนี้... โน่นทิวไม้ นั่นหมู่บ้าน; โมงยามหยุดนิ่งแล้วอย่างมิต้องสงสัย; เหมือนโรงมหรสพเงียบร้างที่มีแต่ความเศร้าสร้อย ทิวทัศน์โดดเดี่ยวคล้ายเฝ้าคอยเสียงๆ หนึ่งซึ่งมีตัวมันเท่านั้นได้ยิน
ยามบ่ายในเดือนธันวาฯ ช่างน่าอภิรมย์: ยังไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงวันโหดร้ายข้างหน้า และวันแสนหวานที่ผ่านมาก็ยังพอหลงเหลือดอกไม้ให้ชื่นชม จากทุ่งหญ้าและผลผลิตมากมาย มาบัดนี้ มีเพียงกองฟางที่กระจัดกระจายและพุ่มแห้งๆ... น้ำเย็นๆ ถูกสาดลงบนพื้นดินหว่านไถ เป็นนัยว่าทุกอย่างได้จบสิ้น ยามนี้คือเวลาหยุดพัก คือกาลชะงักงัน ณ รอยต่อของปี; ในห้วงเวลาแบบนี้ ความคิดผู้เป็นอิสระจากงานการ จะเก็บเกี่ยวก็เพียงสิ่งต่างๆ จากความทรงจำของเธอ นั่งฝันอย่างสงบเสงี่ยม และอาจใคร่ครวญถึงสิ่งใหม่ๆ ในภายภาคหน้า... เช่นเดียวกับโลก—ผู้เป็นพี่สาวเธอ—ความคิดร่วมฉลองในวันซับบาธ

—————————————————————

Paul Claudel เป็นกวี-นักการฑูต ผู้พำนักอาศัยอยู่ในแดนตะวันออกของจีนและญี่ปุ่นตลอดช่วงสิ้นศตวรรษที่ 19


ภาพ Lyricism in the Forest
ของ Alphonse Osbert

(บทกวีแปล) Théophile Gautier - LA NUE



มือวิเศษพรรค์ใดแกล้งเสกสรรค์
แกะวิมานจากมวลเมฆที่ลอยหลง
สลักภาพนางฟ้าอย่างบรรจง
หนึ่งอนงค์สดใสแห่งสายธาร

หรือเป็นนางธิดามหาสมุทร
ผู้ลอยผุดจากฟองพรายคล้ายดั่งฝัน
อโฟรไดท์แห่งอากาศแลธาตุควัน
อวตารอันหลุดคล้อยลอยตามลม—

ยลรูปกายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
เหมือนผิวน้ำอ้อยอิ่งกระเพื่อมไหว
โน่นอรุณรุ่งแล้วมาแต่ไกล
แต้มกุหลาบบนเลื่อมพรายของไหล่เธอ

หิมะขาวคละเคล้าปนหินอ่อน
แสงเงาแจ่มสะท้อนช่วยขับเสริม
เน้นร่างขาวที่เหยียดแผ่และหลับเพลิน
ดูเผินๆ ก็เหมือนแอนทิโอปี*

เธอลอยเด่นบนฟ้าอันกระจ่าง
ทิพย์วิมานของนางผู้ทรงอิตถี
ความงามซึ่งเก่าแก่กว่าปฐพี
“อุดมคติ” แห่งกวีนิรันดร

ฝากจุมพิตติดปีกเสน่หา
เพียงหวังคว้าร่างเมฆาในห้วงหน
ตกหลุมพรางดั่งคนโฉดอิกซิออน
อนิจจา! ร่างหล่อนจางหายไป

เหตุผลเรียกสิ่งนั้นแค่ควันหมอก;
คิดไปเองเท่านั้นหรอก ฝันสลาย
หลงละเมอในลวงเพ้ออันงมงาย
หารู้ไม่ ภาพสะท้อนของจิตตน—

ความรู้สึกตอบว่า “ช่างปะไร!
ฉลากไวน์ยี่ห้อใด ใครสน
ขอเพียงดื่มแล้วย้อมหัวใจคน
จะเวทย์มนตร์กลใดไม่สำคัญ

ให้ความงามส่องตัวมันในกระจก
ข้างในอกที่สะท้อนสรวงสวรรค์
แม้ว่างเปล่าเพียงเมฆขาว หมอกควัน
ให้รักนั้นรังสรรค์อัศจรรย์ใจ”


—————————————

ดัดแปลงจาก La Nue ของ เตโอฟิล โกติเอร์ (Théophile Gautier)
ธีรัช หวังวิศาล ถอดความ

(ตีพิมพ์ในรวมบทกวีเล่มสำคัญ Émauxs et Camées หรือ Enamels and Cameos)

* หมายถึง แอนทิโอปี (Antiope) ผู้หลับใหลในภาพเขียนของ Correggio 
อิกซิออน (Ixion) ในตำนานนั้น สมสู่กับเมฆ โดยหลงคิดไปว่าเมฆคือเทวีเฮรา ชายาซุส (Zeus)
ถึงแม้โกติเอร์จะใช้ศัพท์แสงเชิงจิตรกรรมอย่าง chiaroscuro ซึ่งเป็นการขับเน้นแสงเงา และอ้างอิงถึงภาพเขียน-เทวตำนานสำคัญต่างๆ แต่อัจฉริยภาพของกวีผู้นี้มิได้จบลงที่การวาดภาพสิ่งต่างๆ ด้วยถ้อยคำเท่านั้น; La Nue บทนี้ จึงอาจเป็นบทกวีว่าด้วยการต้องมนต์และคลายมนต์ (Enchantment and Disenchantment)
ภาพวิมานเกินเอื้อมไม่มีที่ในโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นเหตุผลและเป็นฆราวาสอย่างถึงที่สุด ผู้อ่าน (และกวี) จึงเผชิญกับทางเลือก ระหว่างการยอมรับว่า ตนนั้นตกเป็นเหยื่อจินตนาการฝันเพ้อของตัวเอง กับการเชื่อมั่นศรัทธาในบางสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงมากไปกว่าควัน
ทางเลือก “สูงส่ง” อันหลังนั้น “ความรู้สึก” เป็นผู้นำเสนอ แย้งกับทางเลือกแรกของเหตุผล (ซึ่งปฏิเสธภาพลวง และการร่ายมนต์ใดๆ ทั้งสิ้น) หากอนิจจา คงมีเพียงกวีหรือศิลปินเท่านั้น ที่จะเลือกทางนี้
ผู้แปลหยิบยืมความคิดบางอย่างจากนวนิยาย “อีฟแห่งเอเดนใหม่” (1886) ของ Villiers de l’Isle-Adam ซึ่งมีสปิริตใกล้เคียงกัน เพื่อการถ่ายทอดใจความเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ ลึกซึ้ง ตรงตามสปิริตเดิมมากกว่าตรงตามตัวอักษร (โดยเฉพาะในท่อนที่พูดถึงฉลากไวน์และน้ำเมา)


Monday, April 27, 2020

(บทกวีแปล) La Mélinite: Moulin Rouge ของ Arthur Symons





กลีบของวอลซ์กุหลาบ
ในท่วงทำนองสม่ำเสมอ
หล่นพรำและแตกกระเจิง;
ทั้งห้องกลายเป็นกุหลาบ
ในละอองของกลีบเพลิง

ทุกคนวนกลับมา
ขยับตามจังหวะเป็นวงกลม
กุหลาบแห่งแสงไฟและเสียงเริงรมย์
กุหลาบหมุนกลับมา
สู่จังหวะเต้นรำเป็นวงกลม

ลำพังนางระบำ
ยลร่างสง่าเคลื่อนไหว
สะท้อนดำมืดในกระจก;
เธอมองตัวเองร่ายรำ
ต่อหน้าเงาร่างกำกวมในกระจก

กระจกฉายภาพเงาเต้น
เธอเองเต้นรำอยู่ในฝัน
ทั้งเธอและเหล่านักเต้น
ล้วนเต้นรำในเงาฝัน

แสงขยับวูบวาบ
ต้องเปลวใส่อาภรณ์เพลิง
นักเต้นเงาพากันขยับ
ในดอกเปลวสีเพลิง

พลันผุดรอยยิ้ม
ลึกลับในค่ำคืนปริศนา
จากเธอผู้ไม่เต้นให้ใครอื่น
เพียงเงาหนึ่งยิ้มตอบ
อีกเงาโดดเดี่ยวในค่ำคืน

——————————

ดัดแปลงจาก La Mélinite: Moulin Rouge ของ Arthur Symons
โดย ธีรัช หวังวิศาล
Arthur Symons เป็นกวีชาวอังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงสิ้นศตวรรษที่สิบเก้า ใกล้เคียง-ไล่เลี่ยมากับกวีสัญชาติอเมริกันอย่าง Stuart Merrill โดยทั้งสองต่างบุกเบิกนำอิทธิพลของบทกวี ความคิด สุนทรียะ และวรรณกรรมฝรั่งเศสกลุ่ม Symbolist และ Decadent เข้ามาสู่ประเทศตน: Merrill ผ่านทางวรรณมาลัย (anthology) รวมงานบทกวีร้อยแก้ว (prose poem) แปลจากฝรั่งเศส ชื่อว่า Pastels in Prose (1890); Symons ผ่านหนังสือความเรียงเล่มสำคัญอย่าง The Symbolist Movement in Literature (1899) นอกจากนี้ทั้งคู่ยังแต่งบทกวีที่น่าสนใจเอาไว้จำนวนหนึ่ง
(ภาพประกอบจากภาพเขียนของ Surrealist อย่าง Paul Delvaux ก็จริง; แต่หากผู้อ่านอ่านแล้วหวนนึกถึง Hérodiade ของ Mallarmé อาจลองจินตนาการว่ามี The Sphinx ของ Franz von Stuck เป็นภาพประกอบก็ได้ . . .)

Sunday, March 29, 2020

Hölderlin: สนธยาเพ้อ



Evening Fantasy (Abendphantasie)

อภิรมย์ใต้เงาร่มหน้ากระท่อม
ที่นั่งจ่อมคือชาวนาหน้าเตาผิง
ระฆังค่ำเคาะดังให้ได้ยิน
ต้อนรับคนแปลกถิ่นผู้แรมรอน   

กะลาสียามนี้ก็เทียบท่า
เสียงตลาดเริ่มซาในเมืองโพ้น
ในซุ้มเขียวจานสำรับเงียบรอคน
แต่ตัวข้าจะไปยังแห่งหนใด?

ปุถุชนทำงานแลกค่าจ้าง
เวลาว่างก็พักผ่อนเป็นสุขี
หัวใจข้าเท่านั้นฤาเป็นเช่นนี้     
มิยอมที่จะหยุดยอกให้ผ่อนคลาย?

วสันต์แรกแตกดอกออกเต็มฟ้า
สนธยาละลานตาหมู่ดอกไม้
กุหลาบบานเหลือจะนับบนฟ้าไกล
โลกทั้งใบส่องสงบเป็นสีทอง

โอ้เมฆเอ๋ย หมู่เมฆสีแดงสด 
ท่านได้โปรดพาตัวข้าไปบนนั้น
ให้รักข้าโศกข้าละลายพลัน
กลายเป็นควัน บรรยากาศ หรือแสงไป!—

ประหนึ่งว่าคำวิงวอนที่โง่เขลา
ได้ปัดเป่าไล่มนตราให้หนีหาย
ฟ้ากลับมืดเหลือตัวข้าอยู่เดียวดาย
ยืนเปลี่ยวใต้ท้องสวรรค์เหมือนดั่งเคย

จงมาเถิด! นิทราผู้แสนหวาน
อย่ากระสันฝันให้มากนักใจเอ๋ย
ไฟแห่งเยาว์จักมอดดับและผ่านเลย
ทิ้งให้ข้าได้ชื่นเชยความพึงใจ

(ดัดแปลงโดย ธีรัช หวังวิศาล)



(ภาพเขียนของ Serusier ซึ่งน่าจะวาดที่ Pont-Aven ตามคำแนะนำของโกแกง)

Saturday, March 21, 2020

Éphraïm Mikhaël : Le Sillage






The Wake

บนผืนเขียวดั่งยัสเปอร์ของทะเลสาบ สำเภาไม้มะเกลือผู้มีใบเรือดำขยับล่องไร้พาย แหวกร่องยาวเป็นริ้วพรายสายหิมะ เธอแล่นเชื่องช้าไปยังฟ้าทางทิศตะวันตก ช้าจนแทบมิอาจได้ยินปีกใบเศร้าๆ ของหล่อนกระพือไหว แต่ถึงสนธยาจะเฉื่อยเนือย ราบเรียบปานใด ตัวฉันขณะนี้ก็ยังจับสดับรับเสียงแบบเบาอันมิได้เกิดจากสสาร มันคือเสียงครวญที่วิญญาณของนางสำเภาทอดถอน

วิญญาณสำเภาส่งสำเนียงครวญเครือ และในเสียงหายใจถอนอันแปลกประหลาดนั้น วิญญาณฉันมองออกซึ่งความเบื่อระอากับความเหน็ดหน่าย เฉกเช่นที่ฆานประสาทจำแนกแยกสองกลิ่นที่สะปะสะปนกันได้ ด้วยว่าสำเภาให้แสนหน่ายจะต้องทนเห็นริ้วทางสีผ้าตราสังติดสอยห้อยตามนางอยู่ร่ำไป เธอเต็มใจจะแล่นหนีมัน เต็มใจจะได้หยุดพักทางฟากกระโน้น ใกล้พระราชวังมายาสีทองแดงซึ่งอาบแสงอาทิตย์ลับฟ้า; หรือไม่อย่างนั้นก็หยุดแน่นิ่งไปเสีย ให้มีผืนราบทำจากหินอ่อนสีเขียวของทะเลสาบแผ่รายรอบ

ทว่าลมผู้ทรราชกลับพัดพองใบเรือไม่หยุดหย่อน; และก็ด้วยลำตัวหนักๆ ของนาง จึงเป็นสำเภาเองผู้แหวกเปิดร่องขาวอันทำใจเธอให้หมองเศร้าและหน่ายเพลีย

แล้วเสียงอันช่างเร้นลับ ดังมาจากส่วนลึกเสียจนตัวฉันเองก็บอกไม่ได้ว่ามันมาจากสำเภาหรือภายในวิญญาณฉัน พลันก็เอ่ยกระซิบพร่ำในอากาศสีดอกไวโอเล็ตแห่งยามเย็น: “โอ หากไม่ต้องเห็นมันตรงท้ายฉันอีก—บนทะเลสาบแห่งนิรันดร—รอยเส้นไม่หยุดหย่อนของเจ้ากาลเวลา” 

——————————————

บทกวีร้อยแก้ว (prose poem) ของ Éphraïm Mikhaël (นามปากกาของ ฌอร์ฌส์ มีแชล)
เขียนเมื่อปี 1885

ธีรัช หวังวิศาล ถอดความ


ภาพจาก "ช่วงพาสเทล" ของ Odilon Redon

Monday, March 9, 2020

คุณพ่อ ธ— เทศนา (1)



*บทความนี้ถอดเสียงจากบทเทศนาของคุณพ่อ — 

และแม้นว่าตัวเขามิได้เคยคิดรู้สึกอยากปวารณาตน อยากจะซึ้งซาบในรสพระหรรษทานเช่นคนพวกนั้น ลึกๆ เขาเองกลับเข้าถึงหัวอกเหล่าผู้ที่ขับไสโลกภายนอกออกจากประตูอาราม และเก็บตัวมิดชิดอยู่ภายใน ถูกตราหน้าจากสายตาอาฆาตของสังคม ผู้ซึ่งมิอาจให้อภัย-ทั้งต่อการที่พวกเขาจะรู้สึกดูแคลนมันอย่างช่วยไม่ได้ และต่อความหวังจะเป็นผู้ถอนไถ่ ยอมชดใช้ด้วยเดือนปีแห่งความเงียบ-สำหรับเสียงเพ้อพล่ามที่นับวันมีแต่จะทวีความไร้ยางอาย ในถ้อยสนทนาอันเหลวไหลไร้ความสลักสำคัญของมัน

ความปรารถนาข้างต้นนี้ เขาได้เติมเต็มเพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น ถึงตรงนี้เราพบทางแยก ระหว่างการมุ่งหาทางสุนทรียะกับการมุ่งหาทางจิตวิญญาณ: เขาอาจหลบลี้หนีหายจากสังคมมนุษย์ ไม่ต้องทนเห็นความดาษดื่นสามานย์ของมันได้ แต่เขาหลบจากสภาวะแห่งบาปของมนุษย์ (ซึ่งเราต่างมีร่วมกัน) ไม่ได้ เขาเองรู้ดี ตลอดช่วงการหันมาใช้ชีวิตสันโดษของเขาซึ่งเราผู้อ่านได้ร่วมประสบใกล้ชิดจนแทบอึดอัด จากบทหนึ่งสู่อีกบทหนึ่ง จากความเบื่อหน่ายหนึ่งสู่อีกความเบื่อหน่ายหนึ่ง จากการลองเล่นอย่างวิจิตรกับดอกไม้ น้ำหอม ภาพเขียน บทกวี ซิมโฟนีที่เกิดจากการลิ้มหลากรสเหล้า และมณีล้ำค่า (ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งหาสิ่งแปลกพิลึก ผิดธรรมชาติ ชวนให้เสียวสะท้าน กระตุ้นความคิด ผัสสะ และวิญญาณให้เตลิดเพริดไปยังพรมแดนใหม่ มิใช่เพียงสวยงามเจริญตาตามรสนิยมทั่วไปเท่านั้น ด้วยนั่นสามัญเกินสำหรับเขา) เราพบว่า เส้นทางของเขาแคบลงเรื่อยๆ และจรดยังทางตันในที่สุด 

บทสุดท้ายของนวนิยายจึงเป็นบทโอดของผู้มีสายเลือดสูงส่ง มีปัญญาและวิญญาณล้ำเลิศ มีรสนิยมเพริศแพร้ว แต่ไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออีก ขอบฟ้าอันมืดมนไร้แสงสว่าง: ความหวังทั้งต่อมนุษยชาติแห่งยุคสมัยเขา (ซึ่งเขารังเกียจ ตีตัวออกมา และมาบัดนี้ถูกบังคับให้ต้องหวนกลับคืน) และต่อความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งเขาไม่อาจเอื้อมถึง

สถานพำนักเดียวที่จักให้ความสงบแก่คนแบบเขาได้ ไม่ใช่อารามสงฆ์โดดเดี่ยว หากแต่บรรจุอยู่ในวลีสั้นๆ อันเป็นชื่อบทกวีร้อยแก้วของโบดแลร์: “Anywhere out of the World!”

* ช่วงคั่นเวลา *

เมื่อสักครู่เราพูดถึง À rebours (1884) ของอุยส์มองส์ไปบ้างแล้ว 

ในบทสำคัญบทหนึ่งของนวนิยายอีฟแห่งอีเดนใหม่” (1886) ของ Villiers de L’Isle-Adam หลังจากได้กระทำข้อตกลงร่วมกันในการทดลองครั้งสำคัญที่สุด (และอาจลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้าที่สุด) ของมนุษยชาติเป็นที่เรียบร้อย เอดิสัน (ผู้ซึ่งเป็นคนละเอดิสันกับนักประดิษฐ์ตัวจริงเสียงจริงของเรา แต่ออกจะเป็นเงาที่เกิดจากเสียงร่ำลือ เป็นพ่อมดกระแสไฟฟ้าแห่งเทวตำนานสมัยใหม่ของเรามากกว่า) ได้พาท่านลอร์ด สหายชาวอังกฤษ ลงมาเยี่ยมสวนสวรรค์ใต้พิภพ ที่ซึ่งแอนดรอยด์ของเอดิสันรอคอยอยู่ใต้ผ้าคลุมของนาง ภายในสวรรค์จำแลงแห่งมนุษย์หญิงจำลองนี้ ธรรมชาติถูกเลียนแบบและสกัดให้เลิศล้ำกว่าเดิม ทั้งมวลวิหคและบุปผา ตลอดจนเนินขจี ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของสิ่งสร้างจำลอง กลับมีเสียงเพลงของนกไนติงเกลดังขึ้น เสียงแสนหวานที่ชวนให้นึกถึงความไพศาลของป่า และท้องฟ้าอันไม่มีสิ้นสุด เมื่อกระแสเสียงตัวโน้ตสุดท้ายยุติลง ท่านลอร์ดบอกกับนางแอนดรอยด์ว่าเพลงแสนไพเราะนี้เป็นงานสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้ ซึ่งเธอตอบอย่างเป็นปริศนาว่า ถ้าเช่นนั้นคุณก็ควรชื่นชมมัน แต่อย่าถามเชียวว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ลอร์ดหนุ่มไม่เข้าใจ ออกจะยิ้มเยาะกับคำตอบด้วยซ้ำ: จะเป็นอย่างไรเล่า ถ้าผมยังดึงดันอยากรู้ที่มาของมันให้ได้?

ถ้าเช่นนั้น นางตอบ พระองค์จะละไปจากบทเพลง

ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อเอดิสันเฉลยว่าเสียงนกมาจากเสียงเพลงสุดท้ายของไนติงเกลที่เขาอัดไว้ก่อนมันจะตายเท่านั้นเอง. . .

เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายเป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของอีกเหตุการณ์หนึ่งในตอนท้ายนวนิยาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสียงพูดที่มาปรากฏในรูปกายอันเป็นที่รักของน้องนาง เพียงแต่คนพูดไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ถ้าหากว่ากันตามจริงแล้วล่ะก็

มันเป็นแค่เสียงที่อัดไว้ แต่งดงามอะไรอย่างนั้น! ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาในบทพูดโศกสลดนั้นช่างแสนพิสุทธิ์ สูงส่งและเป็นกวีกว่าบทพูดใดๆ ก็ตามที่ราซีนจะเขียนให้เฟดราของเขาเปล่งเสียงได้! นักแสดงตัวจริงให้เสียงแก่มัน ด้วยเธอคิดว่าเธอแค่ท่องบทพูดตกยุคพวกนี้เท่านั้น . . . และมาบัดนี้ของที่สร้างขึ้นได้แทนที่ของจริงไปเรียบร้อยแล้ว! ความเศร้าไร้หวังของเธอผู้ไม่มีอยู่” !

ทั้งหมดนี้เหลือเพียงความเชื่อเท่านั้น สิ่งที่ไม่จริงก็จะเป็นจริงขึ้นมา สองคำถามสุดท้ายที่ชี้เป็นชี้ตาย ชี้ให้สิ่งสร้างมีอยู่หรือไม่มีอยู่ มีวิญญาณหรือตายซากไร้ชีวิต (เช่นใน Véra) จึงเป็นปัญญาหรือหัวใจ?” และผู้สร้างเอ๋ย เจ้าเชื่อในสิ่งที่เจ้าสร้างไหม?”


* คุณพ่อ เดินลงจากธรรมาสน์ *

————————————————

ธีรัช หวังวิศาล

กลิ่นแดนไกล





ผมพูดเสมอว่าผู้หญิงของแท้ต้องผู้หญิงตะวันออกเท่านั้น อย่างอีฟน่ะหรือจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ในสวนเอเดน? แล้วสวนเอเดนล่ะอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ตะวันออก!”
(La Dolce Vita)

สิ่งแรกที่กระทบสายตาและความรู้สึกผมคือความร้อน ประกายร้อนอ้าวของสวนจตุจักรยามบ่ายที่เราต่างคุ้นเคยกันดี ในอีกไม่กี่ชั่วโมง พื้นที่อับฝุ่นบริเวณใต้ร่มหลังคาของโซนหนังสือเก่าก็จะเงียบร้างและไร้วี่แววชีวิตดังเดิม ประตูรั้วซึ่งเคยเปิดให้ผ่านเข้าออกจากฝั่งถนนใหญ่ก็คงถูกปิดลงอีกครั้ง ความเงียบเหงาของมันจะดำเนินคู่ไปกับความคึกคักของผู้คน นักท่องเที่ยว และร้านค้า ซึ่งพากันขยับออกมาเปิดแผงเปิดไฟใต้ท้องฟ้าที่เริ่มคลายความร้อน

ก่อนโมงยามนั้นจะมาถึง ผมพบตัวเองอยู่ใจกลางซอกซอยแคบๆ หน้ากองหนังสือมหึมาบนโต๊ะหน้าห้องน้ำสาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ผมเองก็ไม่สามารถพูดว่าอ่านได้อย่างเต็มปาก ซึ่งถ้าหากไม่ใช่ภาษาดัทช์ ก็เป็นภาษาสเปนเสียส่วนใหญ่ มีบ้างที่ยัดอยู่ในตะกร้า พวกมันมีราคาสิบบาทต่อเล่มเท่านั้น และดูจะไม่เป็นที่ต้องการมากเท่ากลุ่มนวนิยายภาษาไทยที่ถูกจับใส่ห่อพลาสติกแยกชุดแยกเรื่องเอาไว้ หรือหนังสือภาษาอังกฤษที่มีหลากหลายทั้งวรรณกรรมคลาสสิค ตำรา หรือหนังสือศิลปะ สภาพพวกมันน่ะหรือก็ทั้งซีด แห้ง และเขรอะไปด้วยฝุ่น

หนังสือฝรั่งเศสเล็กๆ เล่มหนึ่งดึงดูดความสนใจของผมจากปกวาบหวามของมัน มีพระนางคลีโอพัตราเหยียดร่างแผ่หลาอยู่บนปกสีชมพูไม่สดใสนั้น จิตรกรวาดสีหน้าของนางให้ดูหน่ายๆ แต่จะเหน็ดหน่ายสิ่งใดก็สุดจะหยั่งพระทัยได้ มือเปรอะฝุ่นของผมหยิบมันขึ้นมาโดยไม่ลังเล

คนฝรั่งเศสมีวิธีชักชวนให้คนอยากอ่านหนังสือหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการคัดสรรงานเขียนแนวบันทึกเดินทางจากบรรดานักเขียนชั้นหนึ่งประเทศเขา ทั้งที่เป็นประสบการณ์จริงและเรื่องแต่ง นำมาจัดชุดพิมพ์เป็นเล่มขนาดย่อมเหมาะแก่การพกพา เราจึงมีทั้งคอนสแตนติโนเปิล กรุงไคโร และเวียนนาในความรู้สึกของเฌราร์ เดอ แนร์วาล (Gérard de Nerval) มีแม่น้ำไนล์ของโฟลแบรต์ (Flaubert) ตลอดจนปอมเปอีและกรุงพาราณสีในจินตนาการของเตโอฟิล โกติเอร์ (Théophile Gautier) และ Villiers de L’Isle-Adam ตามลำดับ ทั้งหมดนี้จัดวางในรูปร่างหน้าตาแบบเรียบๆ มีตัวหนังสือบ่งบอก มีรูปภาพชวนให้ระลึกถึงเมืองหรือสถานที่นั้นๆ บนพื้นหลังสีเดียว

ขึ้นชื่อว่าเป็นบันทึกความทรงจำจากความรู้สึกของนักเขียนและกวี มันย่อมผิดไปจากบันทึกแนวสำรวจของมาร์โค โปโล แม้ว่าจุดหมายจะเป็นดินแดนห่างไกลเหมือนกันก็ตาม

พูดไปก็อาจไม่น่าเชื่อ แต่เมื่อสักร้อยกว่าปีก่อน คำว่าตะวันออกเคยเป็นดั่งขุมพลังแห่งจินตนาการสำหรับกวียุคนั้นสมัยนั้น เพียงเอ่ยคำนี้คำเดียว ก็เพียงพอจะทำให้แววตานักฝันหลายๆ คนลุกวาบเป็นประกายขึ้นมาได้

ความร้อนรุ่มของวันนั้นทำให้ผมนึกถึงท่อนหนึ่งจากบทกวีของโบดแลร์ ถ้าความทรงจำไม่บิดพลิ้ว เขาบรรยายความรู้สึกจากการสูดดมเส้นผมหญิงสาวนางหนึ่ง และจินตนาการไปว่ามันคือทะเล ทะเลสีดำดั่งไม้มะเกลือ อาศัยเพียงกลิ่นที่แฝงอยู่ในผมนั้น กลับพาให้กวีล่องไปยังโลกอีกใบ ดินแดนอันรวยรุ่มแห่งเอเชียและทวีปอาฟริกาพลันปรากฏขึ้น ที่ๆ ซึ่งผู้คนแลต้นไม้ . . . พากันเคลิ้มฝันนิ่งงันใต้เปลวเเดด” 

ฝันตะวันออก... เหตุใดกันหนอ แดนตะวันออกจึงเปี่ยมเสน่ห์ต่อนักเขียนนักฝันยุโรปถึงเพียงนั้น พวกเขาอยากสัมผัสสิ่งใด และมันยังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ใครที่เคยเดินทางมาต่างก็เล่าสู่กันฟังถึงความลี้ลับและมนตราติดตรึงใจ ราวกลิ่นหอมที่ยังติดทนผ่านกาลเวลา ที่สำคัญ สตรีตะวันออกเองก็ดูจะแตกต่างจากสุภาพสตรีในทวีปยุโรป ช่วงเวลานั้น พวกเธอคล้ายจะมอบคำสัญญาถึงความสุขชนิดที่หาไม่ได้อีกแล้ว: อาจพูดได้ว่า สำหรับชาวโรแมนติกนั้น ตะวันออกคือดินแดนอุดมคติของพวกเขา คือสวรรค์ที่ยังไม่สาบสูญดีๆ นี่เอง

ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น จนมีบางคนเดินทางไปตะวันออกพร้อมความหวังและความฝันที่ว่า เพื่อจะพบว่าฝันต้องสลายไม่มีชิ้นดี

บนปกหนังสือเล่มเล็กที่ผมพกติดตัวมาจากวันนั้น มีตัวหนังสือบอกชื่อห้วนๆ ว่าคลีโอพัตราพร้อมชื่อผู้แต่ง เตโอฟิล โกติเอร์ เนื้อหาข้างในเป็นนิยายสั้น Une nuit de Cléopâtre หรือคลีโอพัตราราตรีซึ่งปลุกทิวทัศน์ตะวันออกให้มีชีวิตขึ้นอย่างวิจิตรชัด อีกหลายปีนับจากนั้นผมถึงจะมีโอกาสได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษของลัฟคาดิโอ เฮิร์น ผมเองยังจดจำได้ ท่ามกลางใบหน้าหลากหลายเชื้อชาติและถ้อยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ใต้ฟ้าขาวที่อบทุกอย่างจนร้อนระอุวันนั้น ว่ากลับบ้านด้วยความรู้สึกกระสับกระส่ายและความเงียบ หนังสือเล่มเบาบางดูจะหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก แม้ตอนนั้นผมยังไม่รู้ถึงน้ำหนักของท้องฟ้าและแม่น้ำไนล์ที่มันแบกไว้ภายใน แต่ผมก็พอจะทราบได้โดยสัญชาตญาณ ว่าชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในนั้นจะต้องไม่ดำเนินไปเช่นชีวิตผมหรือคุณคนไหน ซึ่งกลายเป็นว่าความรู้สึกแรกนี้กลับถูกต้องอย่างน่าประหลาด

พวกเราทุกวันนี้ใช่จะหลงใหลหรือโรแมนติกกับเรื่องในทำนองนี้กัน และถ้ามีวันหนึ่ง กวีผู้รักในความงามมาโปรยผืนผ้าแห่งฝันของเขาลงแนบนุ่มใต้ฝ่าเท้าเรา เราเองก็คงไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำมัน... แต่ถ้าความเป็นจริงห่างไกลจากภาพฝัน ถ้าตะวันออกของจริงสิ้นมนต์ขลังไปนานแล้ว เหตุไฉนนักโรแมนติกทั้งหลายจึงยังคงเสาะหามันอย่างไม่ลดละ หรือตะวันออกมายาจะยังซุกซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง?


————————————————

ธีรัช หวังวิศาล




Friday, March 6, 2020

นิทานเลือดเย็น: Souvenirs occultes (สิ่งรำลึกเร้น)





แลในทั่วแดน จะหาปราสาทไหนเกริกเกียรติหรือแก่กาลเช่นบ้านหลังหม่นของบรรพบุรุษฉันเป็นไม่มี
เอ็ดการ์ อัลลัน โป


ข้าผุดกำเนิดเขาบอกกับข้าพเจ้าตัวข้า เกลคนสุดท้าย ข้านั้นสืบสายมาจากตระกูลชาวเคลต์ผู้แข็งทนเหมือนดั่งหินของชนเรา ตัวข้ามีสายเลือดเผ่าชาวเรือนี้ ดอกไม้จรัสแสงแห่งดาร์มอร์ สายพันธุ์นักรบพิสดารที่บรรดาพฤติการณ์อันชาญชัยถือเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามแห่งประวัติศาสตร์
         “หนึ่งในบรรพชนที่ว่า พอยังไม่ทันพ้นวัยเยาว์ก็ให้รู้สึกเอือมระอา เบื่อหน้า และพาลหน่ายจะร่วมคลุกคลีตีโมงกับหมู่ญาติมิตร จึงไสส่งตัวเองไปเสียอย่างไม่มีวันกลับ-หัวใจเขาปรี่ล้นไปด้วยการบอกปัดลืมเลือนอย่างมิไยดี-จากต้นธารสถานกำเนิด เวลานั้นประจวบกับช่วงของการออกสำรวจดินแดนทวีปเอเชีย; เขาได้ออกรบเคียงข้างกับนายพลเรือผู้มีสมญานามบายยี เดอ ซุฟฟร็องแล้วไม่นานก็สร้างชื่อให้ลือเด่นในชมพูทวีปจากการประกอบวีรกรรมเร้นลับโดยลำพัง ใน มรณนคร
นอนกองเป็นซากอยู่กลางป่าดงน่าขนลุกคือนคราเหล่านี้ ใต้ท้องฟ้าขาวโล่ง ไม้เถา พงหญ้า และกิ่งกรังระเกะระกะ ขวางเส้นทางซึ่งครั้งหนึ่งเคยคับคั่ง ทางสัญจรที่มาบัดนี้เหล่าเสียงรถม้า เสียงอาวุธ และเสียงลำนำขับขานได้พากันจางหาย”                                                              
        “ไม่มีลมแผ่ว ไม่มีน้ำพุไหล ไม่มีเพลงนกร้องในความสยองไม่ไหวติงของแถบนี้ กระทั่งพวกแขกบังกลาเทศเองก็ไม่เข้ามายุ่งกับไม้มะเกลือ ที่นี่ ซึ่งตามวิสัยปกติแขกพวกนี้จะเหมาเอาเป็นไม้พวกเขากัน ท่ามกลางกองซากที่พะเนินเทินทับในทุ่งกลางแจ้ง ผุดสะพรั่งดั่งยักษ์ใหญ่คือพันธุ์ดอกไม้สูงมหึมา กลีบหุ้มแฝงเล่ห์ร้าย อันมีจิตวิญญาณแบบบางของดวงอาทิตย์ลุกโพลงอยู่ภายใน พวกมันชูช่อกันขึ้น พร้อยไปด้วยริ้วสีฟ้า แต้มออกจางด้วยเปลวสีเพลิง ลายไปด้วยเส้นสีชาด ดูแวววาวราวกับซากหลงรอดนับหมื่นๆ ของพันธุ์นกยูงที่สาบสูญไปสิ้น; กลิ่นอวลชวนฝันร้ายลอยกรุ่นเป็นไอร้อนเหนือซากปรักที่เงียบใบ้ คล้ายหมอกระเหยจากน้ำหอมศพ ไอตลบอบอ้าวสีน้ำเงิน หอมเหียนเวียนหัวและแสนทรมาน
แร้งทะเล่อทะล่า ผู้จาริกจากที่ราบสูงแห่งคาบูล มาป้วนเปี้ยนแถวๆ แถบนี้และเฝ้ามองลงมาจากยอดอินทผลัมดำเมี่ยมสักต้น โฉบลงมาเกาะเถาไม้ได้ไม่ทันไร ก็ตกลงมาตายดักชักดิ้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ซุ้มประตูที่หักพังอยู่ตามตรงโน้นตรงนี้ ทั้งก้อนหินก็ดี รูปสลักไม่เหลือเค้าก็ดี ล้วนแล้วแต่จารึกอักษรที่เลือนกร่อนยิ่งกว่าของที่ซาร์ดิซ แพลไมรา หรือคอร์ซาบัดเสียอีก บนหินบางก้อนซึ่งใช้ประดับหน้าจั่วครั้งหนึ่งเคยสูงลิบสายตาของทวารแห่งนครพวกนี้ ดวงตายังพอสามารถจะแยกแยะและเเกะนัยจากตัวอักขระอเวสตะ แทบอ่านความไม่ได้ ของคำขวัญสูงสุดแห่งเสรีชนในยุคสมัยนั้น:

         ‘. . .แลอำนาจจักไม่สถิตแก่พระเป็นเจ้า!’ ”
จะมีสิ่งใดทำลายความเงียบร้างก็เป็นเพียงเสียงอสรพิษ ขยับเลื้อยพึมพำตามลำเสาที่หักโค่น หรือส่งเสียงฟ่อเมื่อขดตัวอยู่ใต้ผืนตะไคร่สีเรื่อๆ
นานๆ ครั้ง ในช่วงย่ำค่ำที่มีลมพายุ ก็จะมีเสียงร้องจากที่ห่างไกลของลาป่า ดังสลับเศร้าสร้อยกับเสียงฟ้าคำราม รบกวนความวังเวง 

* * *

ทางเดินใต้ดินทอดยาวใต้ซากโบราณ ซึ่งทางเข้าของมันหายสาบสูญ
นานนับหลายศตวรรษที่ประมุขยุคบุกเบิกของผืนแผ่นดินต่างด้าวเหล่านี้หลับไหลอยู่ ที่นั่น ปฐมกษัตริย์แห่งบ้านเมืองที่ในกาลต่อมาต่างสิ้นไร้นาย เหล่ากษัตริย์ซึ่งพระนามนั้นเลือนหายไปจากแสงตะวัน ทีนี้ ดังที่เห็นจะไปตามกระบวนพิธีจารีตศักดิ์สิทธิ์บางประการ กษัตริย์ทั้งหลายถูกฝังในอุโมงค์โถงถ้ำที่ว่า พร้อมกรุสมบัติของพระองค์
ไม่มีดวงไฟใดส่องสว่างในหลุมมืด 
แต่ไหนแต่ไรมา ยากจะนึกได้ว่าเคยมีเสียงฝีเท้าของเธอเขาผู้ติดบ่วงในห่วงแห่งชีวิตและปรารถนา ย่างกรายเข้ามารบกวนห้วงนิทราของฝ่าบาททั้งหลาย
จะมีก็แต่คบไฟพวกพราหมณ์ภูตเลือนรางผู้กระหายใฝ่หลุดพ้น วิญญาณเงียบงันผู้เพียงแต่ รู้เห็นเป็นพยาน ถึงการผุดงอกแตกหน่อสากลของความเจริญก้าวหน้าที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ วูบ ไหวๆ ไปตามอำเภอไฟ (บ้างก็คราวกำลังบำเพ็ญทุกข์เพื่อสำนึกละอาย บางทีก็คราวกำลังเพ่งจิตเข้าฌาน) บนสุดปลายขั้นบันไดที่แหว่งโหว่ และฉายเปลวรำไรของมันไปยังก้นสุสาน ทีละขั้น ทีละขั้น
พลันเครื่องทองของโบราณนั้น เมื่อเจือเข้ากับประกายแสงโชน ก็มลังเมลืองด้วยความมั่งคั่งดุจใช้มนต์เสก! . . . ประดาโซ่สายล้ำค่าที่รัดร้อยอยู่กับกระดูกนั้น ก็พาพวกมันเกิดร่องกันแวบวาบ ยังกับฝุ่นถนนนั้นเลยที่ซากพระศพเกลื่อนอัญมณีพากันส่องประกาย! — ฝุ่นถนนซึ่งแดงเรื่อจากลำกระแสงอันจวนพลบจบฟ้าทางทิศาอัสดง ก่อนเงื้อมเงาจะพาเข้าสู่วิกาล
มหาราชาทรงเฟ้นทหารมาตรวจตราอารักขาบริเวณชายป่าศักดิ์สิทธิ์ เหนืออื่นใดตามขอบรอบทางที่ผ่านเข้าทุ่งโล่ง อันเริ่มมีซากร้างผุดให้เห็น ทั้งตลิ่ง สายธารา ตลอดจนสะพานอันผุพังของแม่คงคาสายที่จรดถึงพวกมันเองก็ถูกหวงห้ามไม่ผิดกัน กองกำลังขรึมเงียบ-ประกอบขึ้นด้วยพวกแขกทหารซีปอยผู้มีหัวจิตหัวใจอย่างไฮยีน่า เหี้ยมโหดและช่างแสนตงฉิน-เดินลาดตระเวนเช้าจดค่ำทั่วเขตแดนมหาภัย
หลายครั้งหลายค่ำที่อัศวินของเราสกัดกั้นอุบายค่ายกลของพวกมัน หลบเลี่ยงการซุ่มสอดส่องไปทั่วของพวกมันได้สำเร็จ ประเดี๋ยวก็ลั่นแตรในความมืด ตรงโน้นที ตรงนี้ที พอเขาจับพวกมันแยกกันด้วยสัญญาณตื่นตูมพวกนี้ ก็พลันปรากฎตัวใต้ดวงดารา ท่ามกลางบุปผาชะลูด แล้วคว้านไส้ม้าพวกมันในชั่วพริบตา พวกทหารต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กันกับการโผล่ร่างปุบปับเหล่านี้ เหมือนดั่งภูตผีวิญญาณร้ายด้วยแรงพยัคฆากล้าแกร่ง นักผจญภัยใช้มันล้มกองกำลัง ทีละคนๆ อาศัยการกระโจนเพียงครั้งเดียว บีบรัดพวกมันแค่พอให้ขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน แล้วค่อยๆ ย้อนกลับมาจัดการพวกมันอย่างละเลียด
เขาผู้นิราศพลัดถิ่นจึงกลายมาเป็นเคราะห์ร้าย เป็นภัยหวั่น และเป็นมฤตยูที่ผลาญบางเหล่าองครักษ์เหี้ยม ผู้ซึ่งใบหน้าเป็นสีดุจเดียวกับของแม่ธรณี ถูกเขาจับตรึงกันกับไม้ต้นหนา มีดาบเหน็บสะเดวของพวกมันเองเสียบปักหัวใจ
ครั้นแล้วก็พรวดเข้าสู่ใจกลางซากอดีต รี่ไปตามตรอกซอก ตามแยก และตามถนนหนทางแห่งนครโบราณเหล่านั้น แม้ต้องฝ่าไออวลคละคลุ้ง เขาก็จักลุไปให้ถึงยังปากทางแห่งสุสานล้ำเลิศ สถานอันประทับเหล่าซากกษัตริย์ฮินดู
มีเพียงยักษ์ใหญ่ผู้แกะสลักจากหินยัสเปอร์ ยืนเฝ้าเป็นทวารบาลอสูร-เทวรูปผู้มีดวงตาประดับมุกและมรกต มีรูปกายอันฝันแต่งขึ้นจากจินตนาการของพงศาวดารเทพอันลางเลือน; เขาผ่านเข้าไปโดยสะดวก แม้ว่าปีกยาวๆ ของบรรดาเทพเจ้าที่ว่าจะขยับไหวในทุกฝีก้าวที่เขาไต่ลงไป
ในความมืดมนอนธการของใต้พิภพ เขาฉวยคว้าไปทั่วทุกทิศ และสยบความมึนเวียนเศียรหมุนแห่งกาลดำมืดที่กดจิตทับกายให้อึดอัด ซึ่งวิญญาณของมันนั้นกระพือกันให้ทั่ว เยื่อพวกมันปัดป่ายหน้าผากเขาไม่พูดไม่จา เขาเกี่ยวเก็บสิ่งวิจิตรอัศจรรย์มาสุดจะนับชิ้นได้ นายพลกอร์เตซในเม็กซิโก หรือปิซาร์โรในเปรูก็มิสู้จะเหิมหาญถึงเพียงนี้ เมื่อครั้งเข้ายึดกุมขุมทองของหัวหน้าเผ่าและกษัตริย์พื้นเมือง
เขาย้อนรอยสายน้ำกลับไปอย่างเงียบๆ เพชรถุงพลอยถังเต็มก้นเรือ หลบหลีกหย่อมแสงจันทราอุบาทว์ที่สาดส่อง เขาหมอบเกร็งอยู่บนพายเรือ ค่อยๆ พายฝ่าดงกกไป ไม่ยินดียินร้ายต่อเสียงเด็กโอดโอยโหยไห้ที่พวกตะเข้แถวนั้นร่ำร้อง 
ไม่กี่ยามเขาก็มาถึงยังถ้ำห่างไกล ถ้ำซึ่งมีเขาเท่านั้นรู้จัก และในถ้ำลึกแห่งนั้นเขาถ่ายสมบัติที่ปล้นชิงมาเอาไว้
วีรกรรมบ้าบิ่นของเขาเป็นที่เลื่องชื่อระบือไกล จึงเป็นเหตุให้ทุกวันนี้พวกฟาคีร์ก็ยังคงบอกเล่ากล่าวขานตำนานตามงานเลี้ยงของพวกนาวาบ ขับลำนำไปพลาง ดีดธีออร์โบคลอไปพลาง; ตรูบาดูร์น่าชังพวกนี้-โดยหาได้ปราศจากอาการสั่นเทิ้มชนิดที่มีมาแต่เก่าก่อน อันก่อเกิดมาจากความริษยาอาฆาต รึไม่ก็ความรู้สึกหวาดเคารพยำเกรง-พวกเขาเรียกขานบรรพบุรุษคนที่ว่าของข้า ในบทกลอนขับร้องของพวกเขา ด้วยนามแห่งโจรปล้นสุสาน 
  กระนั้น เพียงหนเดียวที่กะลาสีผู้หาญกล้าปล่อยตัวโอนอ่อนไปตามถ้อยคำหว่านล้อม หวานแต่เคลือบแฝงหลุมพราง ของสหายหนึ่งเดียวที่เขายอมร่วมผจญภัย ในห้วงเวลาอันฉุกละหุกและหน้าสิ่วหน้าขวาน! ฝ่ายหลังนั้นโชคเข้าข้างกลับหนีเอาตัวรอดไปได้ ข้ากำลังกล่าวถึงผู้พันซัมรูผู้ฉาวโฉ่ ผู้ซึ่งนามก็สมแก่ตัวดีอยู่*”
ต้องขอบคุณศรีธนญชัยชาวไอริชผู้นี้ นักผจญภัยของเราจึงได้หลงกลติดกับเลือดไหลกบตา ถูกห่ากระสุน ถูกดาบโค้งกุลีหนึ่งปิดล้อม เขาถูกจับแบบไม่ทันตั้งตัว และสิ้นลมในระหว่างที่รับทัณฑ์ทรมานแสนทารุณ
ชนหิมาลัย ดื่มด่ำเมามายในความตายของเขา และกระโจนโลดเต้นฉลองชัยกันบ้าคลั่ง รีบยกโขยงพากันไปที่ถ้ำ ทันทีที่ได้สมบัติกลับคืนก็หวนสู่เขตแดนอันต้องสาป พวกหัวหน้ารึก็ทำหน้าที่อย่างคารวะ ทิ้งขุมทรัพย์กลับลึกเข้าไปในโพรงมรณะ ที่สถิตดวงพระวิญญาณเหล่ากษัตริย์แห่งค่ำมืดของโลกา และ--อัญมณีเก่าแก่ก็ยังเปล่งแสงอยู่ ที่แห่งนั้น ประหนึ่งดวงตาคอยเบิกจ้อง เฝ้ามองมวลมนุษย์
ข้าได้รับสืบทอดตัวข้า เกลข้านั้นรับช่วงมาเพียงแค่ตำนานอันเลิศล้ำและ อนิจจา! ฝันหวานของผู้กล้าท่านนั้น! ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ ดินแดนตะวันตก ในเมืองปราการเก่าแก่ที่ตัวข้าถูกจองจำด้วยความสลดหดหู่ หาได้แยแสต่อเรื่องการบ้านการเมืองของประเทศและยุคสมัย ไม่สนใจกรรมชั่วที่บานเช้าโรยค่ำของเหล่าผู้แทน ข้าหยุดคอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอก ยามเมื่อสนธยาของฤดูใบไม้ร่วงผู้ขรึมขลังจุดเปลวย้อมปลายยอดสีออกสนิมบนป่าไม้รอบข้างท่ามกลางความสุกปลั่งของหยาดน้ำค้าง ข้าเดินอยู่ลำพังใต้คานโค้งของทางเดินสลัว เฉกเช่นที่บรรพชนข้าก้าวไปตามทางเดินใต้ดินของสุสานอันแวววาว! ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่มันเป็นไปเอง คือตัวข้าก็พลอยหลีกหลบจากลำแสงอัปมงคลของดวงจันทรา หลีกหน้าการพบปะอันตรายกับเพื่อนมนุษย์ ใช่แล้ว ข้าหลีกเลี่ยงพวกมันยามเมื่อข้าเดินเหินเช่นนี้ ลำพังอยู่กับฝันของตน เนื่องเพราะมันทำให้ข้ารู้สึกว่า ภายในวิญญาณของข้านั้น ข้าได้ถือไว้ซึ่งประกายแสงแห่งทรัพย์สมบัติที่เปล่าดายของกษัตริย์ทั้งหลายผู้ถูกลืม



————————————————




วีลลิเยร์ เดอ ลิล-อาดอม (Villiers de L’Isle-Adam) เขียน
ธีรัช หวังวิศาล ถอดความ

* ซัมรู เป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากฉายา Le Sombre ของ Walter Reinhardt “Sombre” (มืดทะมึน) อีกทีหนึ่ง

จากหนังสือ Contes cruels