Monday, March 9, 2020

คุณพ่อ ธ— เทศนา (1)



*บทความนี้ถอดเสียงจากบทเทศนาของคุณพ่อ — 

และแม้นว่าตัวเขามิได้เคยคิดรู้สึกอยากปวารณาตน อยากจะซึ้งซาบในรสพระหรรษทานเช่นคนพวกนั้น ลึกๆ เขาเองกลับเข้าถึงหัวอกเหล่าผู้ที่ขับไสโลกภายนอกออกจากประตูอาราม และเก็บตัวมิดชิดอยู่ภายใน ถูกตราหน้าจากสายตาอาฆาตของสังคม ผู้ซึ่งมิอาจให้อภัย-ทั้งต่อการที่พวกเขาจะรู้สึกดูแคลนมันอย่างช่วยไม่ได้ และต่อความหวังจะเป็นผู้ถอนไถ่ ยอมชดใช้ด้วยเดือนปีแห่งความเงียบ-สำหรับเสียงเพ้อพล่ามที่นับวันมีแต่จะทวีความไร้ยางอาย ในถ้อยสนทนาอันเหลวไหลไร้ความสลักสำคัญของมัน

ความปรารถนาข้างต้นนี้ เขาได้เติมเต็มเพียงครึ่งๆ กลางๆ เท่านั้น ถึงตรงนี้เราพบทางแยก ระหว่างการมุ่งหาทางสุนทรียะกับการมุ่งหาทางจิตวิญญาณ: เขาอาจหลบลี้หนีหายจากสังคมมนุษย์ ไม่ต้องทนเห็นความดาษดื่นสามานย์ของมันได้ แต่เขาหลบจากสภาวะแห่งบาปของมนุษย์ (ซึ่งเราต่างมีร่วมกัน) ไม่ได้ เขาเองรู้ดี ตลอดช่วงการหันมาใช้ชีวิตสันโดษของเขาซึ่งเราผู้อ่านได้ร่วมประสบใกล้ชิดจนแทบอึดอัด จากบทหนึ่งสู่อีกบทหนึ่ง จากความเบื่อหน่ายหนึ่งสู่อีกความเบื่อหน่ายหนึ่ง จากการลองเล่นอย่างวิจิตรกับดอกไม้ น้ำหอม ภาพเขียน บทกวี ซิมโฟนีที่เกิดจากการลิ้มหลากรสเหล้า และมณีล้ำค่า (ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมุ่งหาสิ่งแปลกพิลึก ผิดธรรมชาติ ชวนให้เสียวสะท้าน กระตุ้นความคิด ผัสสะ และวิญญาณให้เตลิดเพริดไปยังพรมแดนใหม่ มิใช่เพียงสวยงามเจริญตาตามรสนิยมทั่วไปเท่านั้น ด้วยนั่นสามัญเกินสำหรับเขา) เราพบว่า เส้นทางของเขาแคบลงเรื่อยๆ และจรดยังทางตันในที่สุด 

บทสุดท้ายของนวนิยายจึงเป็นบทโอดของผู้มีสายเลือดสูงส่ง มีปัญญาและวิญญาณล้ำเลิศ มีรสนิยมเพริศแพร้ว แต่ไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออีก ขอบฟ้าอันมืดมนไร้แสงสว่าง: ความหวังทั้งต่อมนุษยชาติแห่งยุคสมัยเขา (ซึ่งเขารังเกียจ ตีตัวออกมา และมาบัดนี้ถูกบังคับให้ต้องหวนกลับคืน) และต่อความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า (ซึ่งเขาไม่อาจเอื้อมถึง

สถานพำนักเดียวที่จักให้ความสงบแก่คนแบบเขาได้ ไม่ใช่อารามสงฆ์โดดเดี่ยว หากแต่บรรจุอยู่ในวลีสั้นๆ อันเป็นชื่อบทกวีร้อยแก้วของโบดแลร์: “Anywhere out of the World!”

* ช่วงคั่นเวลา *

เมื่อสักครู่เราพูดถึง À rebours (1884) ของอุยส์มองส์ไปบ้างแล้ว 

ในบทสำคัญบทหนึ่งของนวนิยายอีฟแห่งอีเดนใหม่” (1886) ของ Villiers de L’Isle-Adam หลังจากได้กระทำข้อตกลงร่วมกันในการทดลองครั้งสำคัญที่สุด (และอาจลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้าที่สุด) ของมนุษยชาติเป็นที่เรียบร้อย เอดิสัน (ผู้ซึ่งเป็นคนละเอดิสันกับนักประดิษฐ์ตัวจริงเสียงจริงของเรา แต่ออกจะเป็นเงาที่เกิดจากเสียงร่ำลือ เป็นพ่อมดกระแสไฟฟ้าแห่งเทวตำนานสมัยใหม่ของเรามากกว่า) ได้พาท่านลอร์ด สหายชาวอังกฤษ ลงมาเยี่ยมสวนสวรรค์ใต้พิภพ ที่ซึ่งแอนดรอยด์ของเอดิสันรอคอยอยู่ใต้ผ้าคลุมของนาง ภายในสวรรค์จำแลงแห่งมนุษย์หญิงจำลองนี้ ธรรมชาติถูกเลียนแบบและสกัดให้เลิศล้ำกว่าเดิม ทั้งมวลวิหคและบุปผา ตลอดจนเนินขจี ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของสิ่งสร้างจำลอง กลับมีเสียงเพลงของนกไนติงเกลดังขึ้น เสียงแสนหวานที่ชวนให้นึกถึงความไพศาลของป่า และท้องฟ้าอันไม่มีสิ้นสุด เมื่อกระแสเสียงตัวโน้ตสุดท้ายยุติลง ท่านลอร์ดบอกกับนางแอนดรอยด์ว่าเพลงแสนไพเราะนี้เป็นงานสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้ ซึ่งเธอตอบอย่างเป็นปริศนาว่า ถ้าเช่นนั้นคุณก็ควรชื่นชมมัน แต่อย่าถามเชียวว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ลอร์ดหนุ่มไม่เข้าใจ ออกจะยิ้มเยาะกับคำตอบด้วยซ้ำ: จะเป็นอย่างไรเล่า ถ้าผมยังดึงดันอยากรู้ที่มาของมันให้ได้?

ถ้าเช่นนั้น นางตอบ พระองค์จะละไปจากบทเพลง

ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงเมื่อเอดิสันเฉลยว่าเสียงนกมาจากเสียงเพลงสุดท้ายของไนติงเกลที่เขาอัดไว้ก่อนมันจะตายเท่านั้นเอง. . .

เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายเป็นสัญญาณเตือนการมาถึงของอีกเหตุการณ์หนึ่งในตอนท้ายนวนิยาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสียงพูดที่มาปรากฏในรูปกายอันเป็นที่รักของน้องนาง เพียงแต่คนพูดไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ถ้าหากว่ากันตามจริงแล้วล่ะก็

มันเป็นแค่เสียงที่อัดไว้ แต่งดงามอะไรอย่างนั้น! ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาในบทพูดโศกสลดนั้นช่างแสนพิสุทธิ์ สูงส่งและเป็นกวีกว่าบทพูดใดๆ ก็ตามที่ราซีนจะเขียนให้เฟดราของเขาเปล่งเสียงได้! นักแสดงตัวจริงให้เสียงแก่มัน ด้วยเธอคิดว่าเธอแค่ท่องบทพูดตกยุคพวกนี้เท่านั้น . . . และมาบัดนี้ของที่สร้างขึ้นได้แทนที่ของจริงไปเรียบร้อยแล้ว! ความเศร้าไร้หวังของเธอผู้ไม่มีอยู่” !

ทั้งหมดนี้เหลือเพียงความเชื่อเท่านั้น สิ่งที่ไม่จริงก็จะเป็นจริงขึ้นมา สองคำถามสุดท้ายที่ชี้เป็นชี้ตาย ชี้ให้สิ่งสร้างมีอยู่หรือไม่มีอยู่ มีวิญญาณหรือตายซากไร้ชีวิต (เช่นใน Véra) จึงเป็นปัญญาหรือหัวใจ?” และผู้สร้างเอ๋ย เจ้าเชื่อในสิ่งที่เจ้าสร้างไหม?”


* คุณพ่อ เดินลงจากธรรมาสน์ *

————————————————

ธีรัช หวังวิศาล

No comments:

Post a Comment