Friday, March 6, 2020

นิทานเลือดเย็น: Souvenirs occultes (สิ่งรำลึกเร้น)





แลในทั่วแดน จะหาปราสาทไหนเกริกเกียรติหรือแก่กาลเช่นบ้านหลังหม่นของบรรพบุรุษฉันเป็นไม่มี
เอ็ดการ์ อัลลัน โป


ข้าผุดกำเนิดเขาบอกกับข้าพเจ้าตัวข้า เกลคนสุดท้าย ข้านั้นสืบสายมาจากตระกูลชาวเคลต์ผู้แข็งทนเหมือนดั่งหินของชนเรา ตัวข้ามีสายเลือดเผ่าชาวเรือนี้ ดอกไม้จรัสแสงแห่งดาร์มอร์ สายพันธุ์นักรบพิสดารที่บรรดาพฤติการณ์อันชาญชัยถือเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามแห่งประวัติศาสตร์
         “หนึ่งในบรรพชนที่ว่า พอยังไม่ทันพ้นวัยเยาว์ก็ให้รู้สึกเอือมระอา เบื่อหน้า และพาลหน่ายจะร่วมคลุกคลีตีโมงกับหมู่ญาติมิตร จึงไสส่งตัวเองไปเสียอย่างไม่มีวันกลับ-หัวใจเขาปรี่ล้นไปด้วยการบอกปัดลืมเลือนอย่างมิไยดี-จากต้นธารสถานกำเนิด เวลานั้นประจวบกับช่วงของการออกสำรวจดินแดนทวีปเอเชีย; เขาได้ออกรบเคียงข้างกับนายพลเรือผู้มีสมญานามบายยี เดอ ซุฟฟร็องแล้วไม่นานก็สร้างชื่อให้ลือเด่นในชมพูทวีปจากการประกอบวีรกรรมเร้นลับโดยลำพัง ใน มรณนคร
นอนกองเป็นซากอยู่กลางป่าดงน่าขนลุกคือนคราเหล่านี้ ใต้ท้องฟ้าขาวโล่ง ไม้เถา พงหญ้า และกิ่งกรังระเกะระกะ ขวางเส้นทางซึ่งครั้งหนึ่งเคยคับคั่ง ทางสัญจรที่มาบัดนี้เหล่าเสียงรถม้า เสียงอาวุธ และเสียงลำนำขับขานได้พากันจางหาย”                                                              
        “ไม่มีลมแผ่ว ไม่มีน้ำพุไหล ไม่มีเพลงนกร้องในความสยองไม่ไหวติงของแถบนี้ กระทั่งพวกแขกบังกลาเทศเองก็ไม่เข้ามายุ่งกับไม้มะเกลือ ที่นี่ ซึ่งตามวิสัยปกติแขกพวกนี้จะเหมาเอาเป็นไม้พวกเขากัน ท่ามกลางกองซากที่พะเนินเทินทับในทุ่งกลางแจ้ง ผุดสะพรั่งดั่งยักษ์ใหญ่คือพันธุ์ดอกไม้สูงมหึมา กลีบหุ้มแฝงเล่ห์ร้าย อันมีจิตวิญญาณแบบบางของดวงอาทิตย์ลุกโพลงอยู่ภายใน พวกมันชูช่อกันขึ้น พร้อยไปด้วยริ้วสีฟ้า แต้มออกจางด้วยเปลวสีเพลิง ลายไปด้วยเส้นสีชาด ดูแวววาวราวกับซากหลงรอดนับหมื่นๆ ของพันธุ์นกยูงที่สาบสูญไปสิ้น; กลิ่นอวลชวนฝันร้ายลอยกรุ่นเป็นไอร้อนเหนือซากปรักที่เงียบใบ้ คล้ายหมอกระเหยจากน้ำหอมศพ ไอตลบอบอ้าวสีน้ำเงิน หอมเหียนเวียนหัวและแสนทรมาน
แร้งทะเล่อทะล่า ผู้จาริกจากที่ราบสูงแห่งคาบูล มาป้วนเปี้ยนแถวๆ แถบนี้และเฝ้ามองลงมาจากยอดอินทผลัมดำเมี่ยมสักต้น โฉบลงมาเกาะเถาไม้ได้ไม่ทันไร ก็ตกลงมาตายดักชักดิ้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ซุ้มประตูที่หักพังอยู่ตามตรงโน้นตรงนี้ ทั้งก้อนหินก็ดี รูปสลักไม่เหลือเค้าก็ดี ล้วนแล้วแต่จารึกอักษรที่เลือนกร่อนยิ่งกว่าของที่ซาร์ดิซ แพลไมรา หรือคอร์ซาบัดเสียอีก บนหินบางก้อนซึ่งใช้ประดับหน้าจั่วครั้งหนึ่งเคยสูงลิบสายตาของทวารแห่งนครพวกนี้ ดวงตายังพอสามารถจะแยกแยะและเเกะนัยจากตัวอักขระอเวสตะ แทบอ่านความไม่ได้ ของคำขวัญสูงสุดแห่งเสรีชนในยุคสมัยนั้น:

         ‘. . .แลอำนาจจักไม่สถิตแก่พระเป็นเจ้า!’ ”
จะมีสิ่งใดทำลายความเงียบร้างก็เป็นเพียงเสียงอสรพิษ ขยับเลื้อยพึมพำตามลำเสาที่หักโค่น หรือส่งเสียงฟ่อเมื่อขดตัวอยู่ใต้ผืนตะไคร่สีเรื่อๆ
นานๆ ครั้ง ในช่วงย่ำค่ำที่มีลมพายุ ก็จะมีเสียงร้องจากที่ห่างไกลของลาป่า ดังสลับเศร้าสร้อยกับเสียงฟ้าคำราม รบกวนความวังเวง 

* * *

ทางเดินใต้ดินทอดยาวใต้ซากโบราณ ซึ่งทางเข้าของมันหายสาบสูญ
นานนับหลายศตวรรษที่ประมุขยุคบุกเบิกของผืนแผ่นดินต่างด้าวเหล่านี้หลับไหลอยู่ ที่นั่น ปฐมกษัตริย์แห่งบ้านเมืองที่ในกาลต่อมาต่างสิ้นไร้นาย เหล่ากษัตริย์ซึ่งพระนามนั้นเลือนหายไปจากแสงตะวัน ทีนี้ ดังที่เห็นจะไปตามกระบวนพิธีจารีตศักดิ์สิทธิ์บางประการ กษัตริย์ทั้งหลายถูกฝังในอุโมงค์โถงถ้ำที่ว่า พร้อมกรุสมบัติของพระองค์
ไม่มีดวงไฟใดส่องสว่างในหลุมมืด 
แต่ไหนแต่ไรมา ยากจะนึกได้ว่าเคยมีเสียงฝีเท้าของเธอเขาผู้ติดบ่วงในห่วงแห่งชีวิตและปรารถนา ย่างกรายเข้ามารบกวนห้วงนิทราของฝ่าบาททั้งหลาย
จะมีก็แต่คบไฟพวกพราหมณ์ภูตเลือนรางผู้กระหายใฝ่หลุดพ้น วิญญาณเงียบงันผู้เพียงแต่ รู้เห็นเป็นพยาน ถึงการผุดงอกแตกหน่อสากลของความเจริญก้าวหน้าที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ วูบ ไหวๆ ไปตามอำเภอไฟ (บ้างก็คราวกำลังบำเพ็ญทุกข์เพื่อสำนึกละอาย บางทีก็คราวกำลังเพ่งจิตเข้าฌาน) บนสุดปลายขั้นบันไดที่แหว่งโหว่ และฉายเปลวรำไรของมันไปยังก้นสุสาน ทีละขั้น ทีละขั้น
พลันเครื่องทองของโบราณนั้น เมื่อเจือเข้ากับประกายแสงโชน ก็มลังเมลืองด้วยความมั่งคั่งดุจใช้มนต์เสก! . . . ประดาโซ่สายล้ำค่าที่รัดร้อยอยู่กับกระดูกนั้น ก็พาพวกมันเกิดร่องกันแวบวาบ ยังกับฝุ่นถนนนั้นเลยที่ซากพระศพเกลื่อนอัญมณีพากันส่องประกาย! — ฝุ่นถนนซึ่งแดงเรื่อจากลำกระแสงอันจวนพลบจบฟ้าทางทิศาอัสดง ก่อนเงื้อมเงาจะพาเข้าสู่วิกาล
มหาราชาทรงเฟ้นทหารมาตรวจตราอารักขาบริเวณชายป่าศักดิ์สิทธิ์ เหนืออื่นใดตามขอบรอบทางที่ผ่านเข้าทุ่งโล่ง อันเริ่มมีซากร้างผุดให้เห็น ทั้งตลิ่ง สายธารา ตลอดจนสะพานอันผุพังของแม่คงคาสายที่จรดถึงพวกมันเองก็ถูกหวงห้ามไม่ผิดกัน กองกำลังขรึมเงียบ-ประกอบขึ้นด้วยพวกแขกทหารซีปอยผู้มีหัวจิตหัวใจอย่างไฮยีน่า เหี้ยมโหดและช่างแสนตงฉิน-เดินลาดตระเวนเช้าจดค่ำทั่วเขตแดนมหาภัย
หลายครั้งหลายค่ำที่อัศวินของเราสกัดกั้นอุบายค่ายกลของพวกมัน หลบเลี่ยงการซุ่มสอดส่องไปทั่วของพวกมันได้สำเร็จ ประเดี๋ยวก็ลั่นแตรในความมืด ตรงโน้นที ตรงนี้ที พอเขาจับพวกมันแยกกันด้วยสัญญาณตื่นตูมพวกนี้ ก็พลันปรากฎตัวใต้ดวงดารา ท่ามกลางบุปผาชะลูด แล้วคว้านไส้ม้าพวกมันในชั่วพริบตา พวกทหารต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กันกับการโผล่ร่างปุบปับเหล่านี้ เหมือนดั่งภูตผีวิญญาณร้ายด้วยแรงพยัคฆากล้าแกร่ง นักผจญภัยใช้มันล้มกองกำลัง ทีละคนๆ อาศัยการกระโจนเพียงครั้งเดียว บีบรัดพวกมันแค่พอให้ขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน แล้วค่อยๆ ย้อนกลับมาจัดการพวกมันอย่างละเลียด
เขาผู้นิราศพลัดถิ่นจึงกลายมาเป็นเคราะห์ร้าย เป็นภัยหวั่น และเป็นมฤตยูที่ผลาญบางเหล่าองครักษ์เหี้ยม ผู้ซึ่งใบหน้าเป็นสีดุจเดียวกับของแม่ธรณี ถูกเขาจับตรึงกันกับไม้ต้นหนา มีดาบเหน็บสะเดวของพวกมันเองเสียบปักหัวใจ
ครั้นแล้วก็พรวดเข้าสู่ใจกลางซากอดีต รี่ไปตามตรอกซอก ตามแยก และตามถนนหนทางแห่งนครโบราณเหล่านั้น แม้ต้องฝ่าไออวลคละคลุ้ง เขาก็จักลุไปให้ถึงยังปากทางแห่งสุสานล้ำเลิศ สถานอันประทับเหล่าซากกษัตริย์ฮินดู
มีเพียงยักษ์ใหญ่ผู้แกะสลักจากหินยัสเปอร์ ยืนเฝ้าเป็นทวารบาลอสูร-เทวรูปผู้มีดวงตาประดับมุกและมรกต มีรูปกายอันฝันแต่งขึ้นจากจินตนาการของพงศาวดารเทพอันลางเลือน; เขาผ่านเข้าไปโดยสะดวก แม้ว่าปีกยาวๆ ของบรรดาเทพเจ้าที่ว่าจะขยับไหวในทุกฝีก้าวที่เขาไต่ลงไป
ในความมืดมนอนธการของใต้พิภพ เขาฉวยคว้าไปทั่วทุกทิศ และสยบความมึนเวียนเศียรหมุนแห่งกาลดำมืดที่กดจิตทับกายให้อึดอัด ซึ่งวิญญาณของมันนั้นกระพือกันให้ทั่ว เยื่อพวกมันปัดป่ายหน้าผากเขาไม่พูดไม่จา เขาเกี่ยวเก็บสิ่งวิจิตรอัศจรรย์มาสุดจะนับชิ้นได้ นายพลกอร์เตซในเม็กซิโก หรือปิซาร์โรในเปรูก็มิสู้จะเหิมหาญถึงเพียงนี้ เมื่อครั้งเข้ายึดกุมขุมทองของหัวหน้าเผ่าและกษัตริย์พื้นเมือง
เขาย้อนรอยสายน้ำกลับไปอย่างเงียบๆ เพชรถุงพลอยถังเต็มก้นเรือ หลบหลีกหย่อมแสงจันทราอุบาทว์ที่สาดส่อง เขาหมอบเกร็งอยู่บนพายเรือ ค่อยๆ พายฝ่าดงกกไป ไม่ยินดียินร้ายต่อเสียงเด็กโอดโอยโหยไห้ที่พวกตะเข้แถวนั้นร่ำร้อง 
ไม่กี่ยามเขาก็มาถึงยังถ้ำห่างไกล ถ้ำซึ่งมีเขาเท่านั้นรู้จัก และในถ้ำลึกแห่งนั้นเขาถ่ายสมบัติที่ปล้นชิงมาเอาไว้
วีรกรรมบ้าบิ่นของเขาเป็นที่เลื่องชื่อระบือไกล จึงเป็นเหตุให้ทุกวันนี้พวกฟาคีร์ก็ยังคงบอกเล่ากล่าวขานตำนานตามงานเลี้ยงของพวกนาวาบ ขับลำนำไปพลาง ดีดธีออร์โบคลอไปพลาง; ตรูบาดูร์น่าชังพวกนี้-โดยหาได้ปราศจากอาการสั่นเทิ้มชนิดที่มีมาแต่เก่าก่อน อันก่อเกิดมาจากความริษยาอาฆาต รึไม่ก็ความรู้สึกหวาดเคารพยำเกรง-พวกเขาเรียกขานบรรพบุรุษคนที่ว่าของข้า ในบทกลอนขับร้องของพวกเขา ด้วยนามแห่งโจรปล้นสุสาน 
  กระนั้น เพียงหนเดียวที่กะลาสีผู้หาญกล้าปล่อยตัวโอนอ่อนไปตามถ้อยคำหว่านล้อม หวานแต่เคลือบแฝงหลุมพราง ของสหายหนึ่งเดียวที่เขายอมร่วมผจญภัย ในห้วงเวลาอันฉุกละหุกและหน้าสิ่วหน้าขวาน! ฝ่ายหลังนั้นโชคเข้าข้างกลับหนีเอาตัวรอดไปได้ ข้ากำลังกล่าวถึงผู้พันซัมรูผู้ฉาวโฉ่ ผู้ซึ่งนามก็สมแก่ตัวดีอยู่*”
ต้องขอบคุณศรีธนญชัยชาวไอริชผู้นี้ นักผจญภัยของเราจึงได้หลงกลติดกับเลือดไหลกบตา ถูกห่ากระสุน ถูกดาบโค้งกุลีหนึ่งปิดล้อม เขาถูกจับแบบไม่ทันตั้งตัว และสิ้นลมในระหว่างที่รับทัณฑ์ทรมานแสนทารุณ
ชนหิมาลัย ดื่มด่ำเมามายในความตายของเขา และกระโจนโลดเต้นฉลองชัยกันบ้าคลั่ง รีบยกโขยงพากันไปที่ถ้ำ ทันทีที่ได้สมบัติกลับคืนก็หวนสู่เขตแดนอันต้องสาป พวกหัวหน้ารึก็ทำหน้าที่อย่างคารวะ ทิ้งขุมทรัพย์กลับลึกเข้าไปในโพรงมรณะ ที่สถิตดวงพระวิญญาณเหล่ากษัตริย์แห่งค่ำมืดของโลกา และ--อัญมณีเก่าแก่ก็ยังเปล่งแสงอยู่ ที่แห่งนั้น ประหนึ่งดวงตาคอยเบิกจ้อง เฝ้ามองมวลมนุษย์
ข้าได้รับสืบทอดตัวข้า เกลข้านั้นรับช่วงมาเพียงแค่ตำนานอันเลิศล้ำและ อนิจจา! ฝันหวานของผู้กล้าท่านนั้น! ข้าอาศัยอยู่ที่นี่ ดินแดนตะวันตก ในเมืองปราการเก่าแก่ที่ตัวข้าถูกจองจำด้วยความสลดหดหู่ หาได้แยแสต่อเรื่องการบ้านการเมืองของประเทศและยุคสมัย ไม่สนใจกรรมชั่วที่บานเช้าโรยค่ำของเหล่าผู้แทน ข้าหยุดคอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอก ยามเมื่อสนธยาของฤดูใบไม้ร่วงผู้ขรึมขลังจุดเปลวย้อมปลายยอดสีออกสนิมบนป่าไม้รอบข้างท่ามกลางความสุกปลั่งของหยาดน้ำค้าง ข้าเดินอยู่ลำพังใต้คานโค้งของทางเดินสลัว เฉกเช่นที่บรรพชนข้าก้าวไปตามทางเดินใต้ดินของสุสานอันแวววาว! ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่มันเป็นไปเอง คือตัวข้าก็พลอยหลีกหลบจากลำแสงอัปมงคลของดวงจันทรา หลีกหน้าการพบปะอันตรายกับเพื่อนมนุษย์ ใช่แล้ว ข้าหลีกเลี่ยงพวกมันยามเมื่อข้าเดินเหินเช่นนี้ ลำพังอยู่กับฝันของตน เนื่องเพราะมันทำให้ข้ารู้สึกว่า ภายในวิญญาณของข้านั้น ข้าได้ถือไว้ซึ่งประกายแสงแห่งทรัพย์สมบัติที่เปล่าดายของกษัตริย์ทั้งหลายผู้ถูกลืม



————————————————




วีลลิเยร์ เดอ ลิล-อาดอม (Villiers de L’Isle-Adam) เขียน
ธีรัช หวังวิศาล ถอดความ

* ซัมรู เป็นชื่อที่เรียกเพี้ยนมาจากฉายา Le Sombre ของ Walter Reinhardt “Sombre” (มืดทะมึน) อีกทีหนึ่ง

จากหนังสือ Contes cruels



No comments:

Post a Comment