(La Dolce Vita)
สิ่งแรกที่กระทบสายตาและความรู้สึกผมคือความร้อน ประกายร้อนอ้าวของสวนจตุจักรยามบ่ายที่เราต่างคุ้นเคยกันดี ในอีกไม่กี่ชั่วโมง พื้นที่อับฝุ่นบริเวณใต้ร่มหลังคาของโซนหนังสือเก่าก็จะเงียบร้างและไร้วี่แววชีวิตดังเดิม ประตูรั้วซึ่งเคยเปิดให้ผ่านเข้าออกจากฝั่งถนนใหญ่ก็คงถูกปิดลงอีกครั้ง ความเงียบเหงาของมันจะดำเนินคู่ไปกับความคึกคักของผู้คน นักท่องเที่ยว และร้านค้า ซึ่งพากันขยับออกมาเปิดแผงเปิดไฟใต้ท้องฟ้าที่เริ่มคลายความร้อน
ก่อนโมงยามนั้นจะมาถึง ผมพบตัวเองอยู่ใจกลางซอกซอยแคบๆ หน้ากองหนังสือมหึมาบนโต๊ะหน้าห้องน้ำสาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ผมเองก็ไม่สามารถพูดว่าอ่านได้อย่างเต็มปาก ซึ่งถ้าหากไม่ใช่ภาษาดัทช์ ก็เป็นภาษาสเปนเสียส่วนใหญ่ มีบ้างที่ยัดอยู่ในตะกร้า พวกมันมีราคาสิบบาทต่อเล่มเท่านั้น และดูจะไม่เป็นที่ต้องการมากเท่ากลุ่มนวนิยายภาษาไทยที่ถูกจับใส่ห่อพลาสติกแยกชุดแยกเรื่องเอาไว้ หรือหนังสือภาษาอังกฤษที่มีหลากหลายทั้งวรรณกรรมคลาสสิค ตำรา หรือหนังสือศิลปะ สภาพพวกมันน่ะหรือก็ทั้งซีด แห้ง และเขรอะไปด้วยฝุ่น
หนังสือฝรั่งเศสเล็กๆ เล่มหนึ่งดึงดูดความสนใจของผมจากปกวาบหวามของมัน มีพระนางคลีโอพัตราเหยียดร่างแผ่หลาอยู่บนปกสีชมพูไม่สดใสนั้น จิตรกรวาดสีหน้าของนางให้ดูหน่ายๆ แต่จะเหน็ดหน่ายสิ่งใดก็สุดจะหยั่งพระทัยได้ มือเปรอะฝุ่นของผมหยิบมันขึ้นมาโดยไม่ลังเล
คนฝรั่งเศสมีวิธีชักชวนให้คนอยากอ่านหนังสือหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการคัดสรรงานเขียนแนว “บันทึกเดินทาง” จากบรรดานักเขียนชั้นหนึ่งประเทศเขา ทั้งที่เป็นประสบการณ์จริงและเรื่องแต่ง นำมาจัดชุดพิมพ์เป็นเล่มขนาดย่อมเหมาะแก่การพกพา เราจึงมีทั้งคอนสแตนติโนเปิล กรุงไคโร และเวียนนาในความรู้สึกของเฌราร์ เดอ แนร์วาล (Gérard de Nerval) มีแม่น้ำไนล์ของโฟลแบรต์ (Flaubert) ตลอดจนปอมเปอีและกรุงพาราณสีในจินตนาการของเตโอฟิล โกติเอร์ (Théophile Gautier) และ Villiers de L’Isle-Adam ตามลำดับ ทั้งหมดนี้จัดวางในรูปร่างหน้าตาแบบเรียบๆ มีตัวหนังสือบ่งบอก มีรูปภาพชวนให้ระลึกถึงเมืองหรือสถานที่นั้นๆ บนพื้นหลังสีเดียว
ขึ้นชื่อว่าเป็นบันทึกความทรงจำ “จากความรู้สึก” ของนักเขียนและกวี มันย่อมผิดไปจากบันทึกแนวสำรวจของมาร์โค โปโล แม้ว่าจุดหมายจะเป็นดินแดนห่างไกลเหมือนกันก็ตาม
พูดไปก็อาจไม่น่าเชื่อ แต่เมื่อสักร้อยกว่าปีก่อน คำว่า “ตะวันออก” เคยเป็นดั่งขุมพลังแห่งจินตนาการสำหรับกวียุคนั้นสมัยนั้น เพียงเอ่ยคำนี้คำเดียว ก็เพียงพอจะทำให้แววตานักฝันหลายๆ คนลุกวาบเป็นประกายขึ้นมาได้
ความร้อนรุ่มของวันนั้นทำให้ผมนึกถึงท่อนหนึ่งจากบทกวีของโบดแลร์ ถ้าความทรงจำไม่บิดพลิ้ว เขาบรรยายความรู้สึกจากการสูดดมเส้นผมหญิงสาวนางหนึ่ง และจินตนาการไปว่ามันคือทะเล ทะเลสีดำดั่งไม้มะเกลือ อาศัยเพียงกลิ่นที่แฝงอยู่ในผมนั้น กลับพาให้กวีล่องไปยังโลกอีกใบ ดินแดนอันรวยรุ่มแห่งเอเชียและทวีปอาฟริกาพลันปรากฏขึ้น ที่ๆ ซึ่ง “ผู้คนแลต้นไม้ . . . พากันเคลิ้มฝันนิ่งงันใต้เปลวเเดด”
ฝันตะวันออก... เหตุใดกันหนอ แดนตะวันออกจึงเปี่ยมเสน่ห์ต่อนักเขียนนักฝันยุโรปถึงเพียงนั้น พวกเขาอยากสัมผัสสิ่งใด และมันยังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ใครที่เคยเดินทางมาต่างก็เล่าสู่กันฟังถึงความลี้ลับและมนตราติดตรึงใจ ราวกลิ่นหอมที่ยังติดทนผ่านกาลเวลา ที่สำคัญ สตรีตะวันออกเองก็ดูจะแตกต่างจากสุภาพสตรีในทวีปยุโรป ณ ช่วงเวลานั้น พวกเธอคล้ายจะมอบ “คำสัญญา” ถึงความสุขชนิดที่หาไม่ได้อีกแล้ว: อาจพูดได้ว่า สำหรับชาวโรแมนติกนั้น ตะวันออกคือดินแดนอุดมคติของพวกเขา คือ “สวรรค์ที่ยังไม่สาบสูญ” ดีๆ นี่เอง
ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น จนมีบางคนเดินทางไปตะวันออกพร้อมความหวังและความฝันที่ว่า เพื่อจะพบว่าฝันต้องสลายไม่มีชิ้นดี
บนปกหนังสือเล่มเล็กที่ผมพกติดตัวมาจากวันนั้น มีตัวหนังสือบอกชื่อห้วนๆ ว่า “คลีโอพัตรา” พร้อมชื่อผู้แต่ง เตโอฟิล โกติเอร์ เนื้อหาข้างในเป็นนิยายสั้น Une nuit de Cléopâtre หรือ “คลีโอพัตราราตรี” ซึ่งปลุกทิวทัศน์ตะวันออกให้มีชีวิตขึ้นอย่างวิจิตรชัด อีกหลายปีนับจากนั้นผมถึงจะมีโอกาสได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษของลัฟคาดิโอ เฮิร์น ผมเองยังจดจำได้ ท่ามกลางใบหน้าหลากหลายเชื้อชาติและถ้อยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ใต้ฟ้าขาวที่อบทุกอย่างจนร้อนระอุวันนั้น ว่ากลับบ้านด้วยความรู้สึกกระสับกระส่ายและความเงียบ หนังสือเล่มเบาบางดูจะหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก แม้ตอนนั้นผมยังไม่รู้ถึงน้ำหนักของท้องฟ้าและแม่น้ำไนล์ที่มันแบกไว้ภายใน แต่ผมก็พอจะทราบได้โดยสัญชาตญาณ ว่าชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในนั้นจะต้องไม่ดำเนินไปเช่นชีวิตผมหรือคุณคนไหน ซึ่งกลายเป็นว่าความรู้สึกแรกนี้กลับถูกต้องอย่างน่าประหลาด
พวกเราทุกวันนี้ใช่จะหลงใหลหรือโรแมนติกกับเรื่องในทำนองนี้กัน และถ้ามีวันหนึ่ง กวีผู้รักในความงามมาโปรยผืนผ้าแห่งฝันของเขาลงแนบนุ่มใต้ฝ่าเท้าเรา เราเองก็คงไม่ลังเลที่จะเหยียบย่ำมัน... แต่ถ้าความเป็นจริงห่างไกลจากภาพฝัน ถ้าตะวันออกของจริงสิ้นมนต์ขลังไปนานแล้ว เหตุไฉนนักโรแมนติกทั้งหลายจึงยังคงเสาะหามันอย่างไม่ลดละ หรือตะวันออกมายาจะยังซุกซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง?
————————————————
ธีรัช หวังวิศาล
ธีรัช หวังวิศาล


No comments:
Post a Comment