The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.
ประกายจ้าสาดตาเราให้เลือนพร่าไปชั่วขณะ ประกายนั้นแสนสั้นจนเรามิทันได้เกี่ยวเก็บความประทับจิตประทับใจ มันก็วูบหายไปเสียแล้ว เมื่อเราเลื่อนสายตามายังร้อยแก้วที่เรียงพรืดอยู่เบื้องล่าง ทีแรกเราก็เข้าใจไปว่าไอ้ถ้อยความสั้นๆ พวกนั้นมันคงเข้าทำนองการเกริ่นนำอย่างรู้ๆ กันระหว่างเรานักอ่าน-ผู้เขียน, ขยิบตาให้อย่างพองามด้วยการยกบางท่อนบางความมาจากชิ้นงานหรือผู้กล่าวซึ่งมีนามเป็นอมตะอยู่แล้วไม่มากก็น้อย, หรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นการให้ชิมลาง เป็นตัวกำกับโทน คุมน้ำเสียง และวางธีมซึ่งจะปรากฏซ้ำๆ เหมือนเมโลดี้หลักในบทเพลงกระมัง?
The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.
ขึ้นชื่อว่า Epigraph ก็ใช่ว่านักเขียนจะสักแต่หยิบยกคำพูดใครๆ มากำกับงานเขียนตน: มันมีความสุ่มเสี่ยงอยู่ว่า ความหมายของมันอาจตกหล่นไปสู่ความไม่สลักสำคัญเมื่อผ่านตาหนแรก (นี่ขึ้นอยู่กับคนอ่านด้วย) บางทีก็เมื่ออ่านจนจบในส่วนหรือบทนั้นๆ เราจึงพอจะเข้าใจความสำคัญของตัว Epigraph ผู้ประดาประดับมันขึ้นมาบ้าง; Epigraph ที่ดี (ในความเห็นของเราวันนี้) จึงควรมีลักษณะสั้นหรือห้วนๆ ประมาณหนึ่ง เมื่ออ่านแล้วก็ยังคงความกำกวมหรือคลุมเครือบางอย่างไว้ ใจความอาจขาดๆ หรือหายๆ ไป แถมบางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้พูดเดิมนั้นมีจุดประสงค์อะไร...หรือพูดกับใครอยู่กันแน่? มันช่างผุดโผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ และไม่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ช่างน่าขบคิด เหมือนปริศนาอันน่าฉงนสนเท่ห์ (Enigma) ... เหมือนกับสฟิงซ์ (Sphinx) ...
แน่ละว่า Epigraph ที่มีความยืดความยาวเป็นย่อหน้าเลยนั้นก็มี (และให้ผลลัพธ์ลึกลับน่าดูชมไม่แพ้คำพูดภาษิตคลุมเครือพวกนั้น หรือบาทหนึ่งบาทใดที่ยกมาจากเชคสเปียร์ มิลตัน หรือไบรอน ฯลฯ) ทว่าศิลปะของ Epigraph ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง: การใช้มัน (คำพูดและความคิดคนอื่น) เพื่อขยายความหมายในชิ้นงานของตนเอง หรือกระทั่งทำให้ความหมายคำพูดพวกนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง ผิดจากเดิมโดยสิ้นเชิง
The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance.
วันนี้เราจะไม่พูดถึงตัวอย่างอันโด่งดังของนวนิยาย Le Rouge et le Noir หรือ แดงกับดำ โดย Stendhal แต่จะลองพูดถึง Epigraph ซึ่งปรากฏอยู่ในเรื่องสั้น L’Inconnue หรือ หญิงไร้นาม อันได้แก่ภาษิตไร้เจ้าของอย่าง: “หงส์เงียบคอยชั่วชีวิตมันเพื่อขับขานเสียงไพเราะหนเดียว” และอีกอัน: “คือเด็กแสนพิสุทธิ์ ผู้เพียงวรรคหนึ่งที่สวยงามจากคำโคลงทำเอาหน้าถอดสี” มีผู้กล่าวคืออาเดรียน ฌูวิญญี่ (ผมขอสารภาพ ไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร)
เราจะพบระหว่างอ่านว่า ผู้แต่งทำให้ความหมายดั้งเดิมกำกวมขึ้นมาอย่างน่าตะลึงลานที่สุด จากโรแมนติกนิยมตราตรึงซึ้งซ่านในวิญญาณอยู่ดีๆ กลับกลายมาเป็นโรแมนติกขมกลืนอันสิ้นหวังเหมือนนั่งบนหลุมศพเสียนี่ ... Epigraph น่าฉงนฉงายสองอันนี้ทีแรกก็สร้างสมบรรยากาศบางอย่างขึ้นในหัวเราเสียก่อน เป็นประกายแวววับเหมือนพระอาทิตย์ต้องจับผืนทะเลสาบยามเย็น หากแต่ความหวังงดงามที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจผู้อ่าน (พร้อมๆ กับในตัวเอกหนุ่มสูงศักดิ์จากบ้านนอกของเรา) มันก็กลับพังทลายลงเมื่อพบว่า หญิงเลอโฉมแปลกหน้าที่เราตกหลุมรักนั้นมีโสตประสาทดับสนิท! แล้วนี่เธอรับฟังดนตรีเดียวกับเรามิใช่หรือไร เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา? เราผู้ได้ยิน “เสียง” ของดินแดนที่เราจากมา ในแก้วเสียงของดาวโอเปร่าค้างฟ้าดวงนั้น? แต่ทุกอย่างผิดคาด เธอพิการหูหนวกก็จริง แต่กับ “เสียงสะท้อนก้องอัศจรรย์” ของวิญญาณ เสียงเหง่งหง่างกังวานในสุ้มเสียงคนรักนั้น เธอมีความสามารถเต็มเปี่ยมที่จะรับรู้ได้ยิน (อย่างน้อยเธอก็ว่าอย่างนั้น) บทเจรจา บทรัก บทบอกปัดที่เกิดขึ้นและจบลงในค่ำคืนเดียวนี้ ดำเนินไปโดยที่ฝ่ายหญิงมิได้ยินยลคำพูดฝ่ายชายเลยแม้แต่นิดเดียว อาศัยดูสีหน้าท่าทีอีกฝ่ายเท่านั้นเอง และสิ่งที่เธอบอกเล่าให้หนุ่มฟังก็น่าเหลือเชื่อไม่แพ้ความสามารถอ่านใจของเธอ
เมื่อถูกเด็กหนุ่มรบเร้าเข้าว่ายังไงก็จะสู้ฝ่าชะตากรรมเลวร้ายนี้ไปกับเธอให้จงได้ ถึงต้องครองรักร่วมกันในความเงียบชั่วนิรันดร์ก็ตามที เธอก็ถึงกับเอ่ยถ้อยคำที่ส่งสะเทือนกลับไปหา Epigraph แรกของเรื่อง ถ้อยคำซึ่งแม้แต่ Hoffmann ผู้เป็นนักเขียน-นักประพันธ์ดนตรีจอมโรแมนติก ฟังแล้วก็อาจละลายกลายเป็นแสงหรือเสียงไปโดยพลัน (หากเขามีโอกาสได้อยู่อ่าน) ถ้อยคำที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหน้านั้น ทั้งความรัก ความงดงาม และความสิ้นหวัง (รวมทั้งตัว Epigraph) ให้ลับหายไปกับมัน--สู่ตัวโน้ตที่ “ไม่มีใครได้ยิน” :
“วิญญาณพรรค์แต่ก่อน ไม่ซับซ้อนของเธอ คงต้องสำแดงออกด้วยชีวิตชีวาหนักแน่น จะให้แยกแยะเฉดอันหนักเบาต่างๆ แห่งอารมณ์ความรู้สึกเธอได้อย่างไร หากไม่สดับฟังในสุ้มเสียงดนตรีของวจีที่เธอเอ่ย? ฉันเองย่อมรู้ดี มิต้องสงสัย ว่าเธอนั้นซ่านและเปี่ยมไปด้วยจินตภาพของฉัน ทว่า รูปแบบใดกันที่เธอนึกสร้างให้แก่ฉันในความคิด เค้าร่างของฉัน เธอวาดมันออกมาแบบไหน ภาพฝันเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดออกมาในคำพูดไม่กี่คำที่คนรักเลือกกล่าวในแต่ละวันเท่านั้น—เงารูปที่ไร้เส้นสายแจ่มชัดดังกล่าว ซึ่งพร่าเลือนอยู่ด้วยเหล่าวจนะเลอฟ้าเองนี้ ก็มักจะละลาย สลายลับสู่ดวงแสง ก่อนจะผ่านหายไปยังห้วงไพศาลที่เราแต่ละคนต่างมีกันในหัวใจ—ความเป็นจริงสูงสุดเพียงหนึ่งนี้ สารัตถะอันเดียวนี้ คือบางสิ่งที่ฉันไม่มีทางได้ล่วงรู้! ไม่! แค่คิดว่าตนถูกสาปให้ไม่มีวันได้ฟังเสียงเพลงเกินจะหาคำใดเปรียบเหล่านั้น แฝงเร้นอยู่ในน้ำเสียงของคนรัก ทำนองแผ่วร่ำที่ฮึมฮัมไปด้วยโทนสูงต่ำน่าทึ่ง โอบล้อมรอบกายผู้เป็นที่รัก และถอดสีสันให้เหือดหายจากใบหน้าเธอ! โอ เขาผู้จารึกบนหน้ากระดาษแรกของซิมโฟนีแสนวิเศษชิ้นนั้น: ‘คือวิถีที่ชะตามาเคาะหน้าประตู’ เขายังเคยรู้จักเสียงของเครื่องดนตรีมาก่อนประสบชะตาเดียวกับฉัน”*
“เขาจดจำมันได้ขณะที่ประพันธ์! แต่จะให้ฉันจำเสียงเธอได้อย่างไรกันเล่า เสียงที่เพิ่งจะเอ่ยกับฉันเป็นหนแรกว่า ‘ฉันรักเธอ’ . . . ?”
แล้วก็:
“จะให้ลืมถ้อยคำที่ตนเดาออกแต่ไม่ได้ยินน่ะหรือ?”
The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance...
ตอนนี้ผมกำลังอยู่ระหว่างแปล Véra อันเป็นเรื่องสั้นชิ้นเอกอีกเรื่องของผู้แต่ง หญิงไร้นาม และไอ้เจ้า Epigraph บรรทัดข้างบนนี้ก็ยังส่งเสียงซ้ำๆ คลอกับเธอผู้เป็นใจความของเรื่อง... เหมือนปริศนาอันน่าฉงนสนเท่ห์ ... เหมือนกับสฟิงซ์ ...
The form of the body is more ‘essential’ to it than its substance…
__________________________________________________
* เธอหมายถึง เบโธเฟน ผู้หูหนวก

No comments:
Post a Comment