Saturday, June 27, 2020

(บทกวีแปล) Théophile Gautier - LA NUE



มือวิเศษพรรค์ใดแกล้งเสกสรรค์
แกะวิมานจากมวลเมฆที่ลอยหลง
สลักภาพนางฟ้าอย่างบรรจง
หนึ่งอนงค์สดใสแห่งสายธาร

หรือเป็นนางธิดามหาสมุทร
ผู้ลอยผุดจากฟองพรายคล้ายดั่งฝัน
อโฟรไดท์แห่งอากาศแลธาตุควัน
อวตารอันหลุดคล้อยลอยตามลม—

ยลรูปกายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
เหมือนผิวน้ำอ้อยอิ่งกระเพื่อมไหว
โน่นอรุณรุ่งแล้วมาแต่ไกล
แต้มกุหลาบบนเลื่อมพรายของไหล่เธอ

หิมะขาวคละเคล้าปนหินอ่อน
แสงเงาแจ่มสะท้อนช่วยขับเสริม
เน้นร่างขาวที่เหยียดแผ่และหลับเพลิน
ดูเผินๆ ก็เหมือนแอนทิโอปี*

เธอลอยเด่นบนฟ้าอันกระจ่าง
ทิพย์วิมานของนางผู้ทรงอิตถี
ความงามซึ่งเก่าแก่กว่าปฐพี
“อุดมคติ” แห่งกวีนิรันดร

ฝากจุมพิตติดปีกเสน่หา
เพียงหวังคว้าร่างเมฆาในห้วงหน
ตกหลุมพรางดั่งคนโฉดอิกซิออน
อนิจจา! ร่างหล่อนจางหายไป

เหตุผลเรียกสิ่งนั้นแค่ควันหมอก;
คิดไปเองเท่านั้นหรอก ฝันสลาย
หลงละเมอในลวงเพ้ออันงมงาย
หารู้ไม่ ภาพสะท้อนของจิตตน—

ความรู้สึกตอบว่า “ช่างปะไร!
ฉลากไวน์ยี่ห้อใด ใครสน
ขอเพียงดื่มแล้วย้อมหัวใจคน
จะเวทย์มนตร์กลใดไม่สำคัญ

ให้ความงามส่องตัวมันในกระจก
ข้างในอกที่สะท้อนสรวงสวรรค์
แม้ว่างเปล่าเพียงเมฆขาว หมอกควัน
ให้รักนั้นรังสรรค์อัศจรรย์ใจ”


—————————————

ดัดแปลงจาก La Nue ของ เตโอฟิล โกติเอร์ (Théophile Gautier)
ธีรัช หวังวิศาล ถอดความ

(ตีพิมพ์ในรวมบทกวีเล่มสำคัญ Émauxs et Camées หรือ Enamels and Cameos)

* หมายถึง แอนทิโอปี (Antiope) ผู้หลับใหลในภาพเขียนของ Correggio 
อิกซิออน (Ixion) ในตำนานนั้น สมสู่กับเมฆ โดยหลงคิดไปว่าเมฆคือเทวีเฮรา ชายาซุส (Zeus)
ถึงแม้โกติเอร์จะใช้ศัพท์แสงเชิงจิตรกรรมอย่าง chiaroscuro ซึ่งเป็นการขับเน้นแสงเงา และอ้างอิงถึงภาพเขียน-เทวตำนานสำคัญต่างๆ แต่อัจฉริยภาพของกวีผู้นี้มิได้จบลงที่การวาดภาพสิ่งต่างๆ ด้วยถ้อยคำเท่านั้น; La Nue บทนี้ จึงอาจเป็นบทกวีว่าด้วยการต้องมนต์และคลายมนต์ (Enchantment and Disenchantment)
ภาพวิมานเกินเอื้อมไม่มีที่ในโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นเหตุผลและเป็นฆราวาสอย่างถึงที่สุด ผู้อ่าน (และกวี) จึงเผชิญกับทางเลือก ระหว่างการยอมรับว่า ตนนั้นตกเป็นเหยื่อจินตนาการฝันเพ้อของตัวเอง กับการเชื่อมั่นศรัทธาในบางสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงมากไปกว่าควัน
ทางเลือก “สูงส่ง” อันหลังนั้น “ความรู้สึก” เป็นผู้นำเสนอ แย้งกับทางเลือกแรกของเหตุผล (ซึ่งปฏิเสธภาพลวง และการร่ายมนต์ใดๆ ทั้งสิ้น) หากอนิจจา คงมีเพียงกวีหรือศิลปินเท่านั้น ที่จะเลือกทางนี้
ผู้แปลหยิบยืมความคิดบางอย่างจากนวนิยาย “อีฟแห่งเอเดนใหม่” (1886) ของ Villiers de l’Isle-Adam ซึ่งมีสปิริตใกล้เคียงกัน เพื่อการถ่ายทอดใจความเป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ ลึกซึ้ง ตรงตามสปิริตเดิมมากกว่าตรงตามตัวอักษร (โดยเฉพาะในท่อนที่พูดถึงฉลากไวน์และน้ำเมา)


No comments:

Post a Comment